เริ่มจากข้อเท็จจริงที่คนมักเข้าใจผิดกันก่อน: เวลาใส่แว่น Ray-Ban Meta ถ่ายรูป โดยปกติแล้ว Meta จะมองไม่เห็นภาพนั้นเลย Karissa Bell นักข่าวจาก Engadget ที่ติดตามประเด็นนี้มาตั้งแต่ Ray-Ban Stories รุ่นแรกในปี 2021 ล่าสุดได้รับคำตอบอย่างเป็นทางการจาก Meta และแบ่งคำถามที่ว่า "แว่นเก็บข้อมูลอะไรบ้าง" ออกเป็น 4 สถานการณ์ ซึ่งคำตอบที่ได้กลับไม่สอดคล้องกัน — และนี่แหละคือจุดที่รายงานชิ้นนี้น่าสนใจที่สุด
สถานการณ์แรกคือการถ่ายภาพนิ่งและวิดีโอทั่วไป โฆษกของ Meta ยืนยันกับ Engadget ชัดเจนว่า นอกจากผู้ใช้จะเลือกแชร์เอง ภาพที่ถ่ายจะถูกเก็บไว้ในเครื่องเท่านั้น ไม่ถูกส่งเข้าระบบของบริษัทโดยอัตโนมัติ แต่ถ้าเปิดฟีเจอร์เก็บข้อมูลบนคลาวด์ไว้ ภาพที่ถ่ายจะถูกอัปโหลดขึ้นเซิร์ฟเวอร์ของ Meta โดยอัตโนมัติและเก็บไว้นาน 30 วัน ฟีเจอร์อย่างการแชร์ด้วยเสียงหรือ autocapture ก็ต้องพึ่งการตั้งค่านี้ถึงจะทำงานได้ ปุ่มเปิด-ปิดนี้ซ่อนอยู่ในแอป Meta AI ที่ Settings > Glasses > Glasses privacy > Cloud media ซึ่งหลายคนอาจไม่เคยเข้าไปดูมาก่อน
สถานการณ์ที่สองคือการใช้ฟีเจอร์ AI ซึ่งกฎเกณฑ์ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง แค่ใช้ Live AI หรือถามแว่นตรงๆ ว่า "นี่คืออะไร" กล้องก็จะถ่ายภาพส่งให้ AI วิเคราะห์ทันที ภาพนี้จะไม่ถูกเก็บในอัลบั้มของคุณ แต่ Meta จะเก็บมันไว้ ที่สำคัญกว่านั้นคือ Meta ยอมรับตรงๆ ว่าจะให้บุคคลภายนอกเข้ามาตรวจสอบและติดป้ายกำกับภาพเหล่านี้ เพื่อนำไปใช้เทรน AI โดยให้เหตุผลว่า "มีขั้นตอนกรองข้อมูลเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ข้อมูลที่ระบุตัวตนได้ถูกตรวจสอบ" สำหรับคนที่ใช้แว่นรุ่นนี้ช่วยเหลือผู้พิการทางสายตาหรือผู้มีสายตาเลือนราง จุดนี้ควรระวังเป็นพิเศษ — หากต้องจัดการเอกสารที่มีข้อมูลส่วนตัว หรืออยู่ในสถานการณ์ที่ไม่อยากถูกบันทึก ควรหลีกเลี่ยงฟีเจอร์มัลติโมดัลประเภทนี้
สถานการณ์ที่สามคือคำสั่งเสียง ซึ่งระดับความเป็นส่วนตัวยิ่งลดลงไปอีก แค่คุยกับผู้ช่วย Meta เท่านั้น แว่นก็จะบันทึกเสียงพูดและแปลงเป็นข้อความอัตโนมัติ ก่อนหน้านี้ผู้ใช้ในสหรัฐฯ ยังเลือกได้ว่าจะไม่ให้เสียงบันทึกขึ้นคลาวด์ แต่ตอนนี้ตัวเลือกนี้ถูกยกเลิกไปแล้ว เหลือแค่ผู้ใช้ในสหภาพยุโรปเท่านั้นที่ยังมีสิทธิ์ปฏิเสธ เนื่องจากกฎหมายความเป็นส่วนตัวในพื้นที่เข้มงวดกว่า Meta ระบุว่าจะใช้ machine learning ร่วมกับ "ผู้ตรวจสอบที่ผ่านการฝึกอบรม" ในการประมวลผลไฟล์เสียงเหล่านี้ โดยให้เหตุผลว่าช่วยให้ระบบรู้จำการโต้ตอบด้วยเสียงที่เครื่องมักตีความผิดได้แม่นยำขึ้น แม้แต่กรณีที่ระบบตื่นผิดพลาดหรือบันทึกเสียงโดยไม่ตั้งใจ — ที่ Meta เรียกว่า "false wakes" — ก็จะถูกติดป้ายกำกับไว้ และจะถูกลบออกจากระบบภายใน 90 วันหลังตรวจพบ หากอยากล้างประวัติให้สะอาด สามารถเข้าไปที่แอป Meta AI ที่ Settings > Glasses > Glasses privacy > Voice activity log แล้วเลือก "delete all" หรือลบทีละรายการก็ได้ Bell เล่าว่าคนส่วนใหญ่พอเปิดเข้าไปดูแล้วมักพบว่าจำนวนไฟล์เสียงที่ถูกบันทึกไว้มากกว่าที่คิดไว้มาก
สถานการณ์ที่สี่ตรงไปตรงมาที่สุด: มีใครแอบใช้แว่นตัวนี้บันทึกภาพโดยที่คนอื่นไม่รู้ตัวได้ไหม? คำตอบคือได้ และมีกรณีแบบนี้เกิดขึ้นไม่น้อย ตามการออกแบบ เมื่อถ่ายภาพไฟจะกะพริบ และเมื่อถ่ายวิดีโอไฟจะกะพริบต่อเนื่องเพื่อเป็นสัญญาณเตือน การปิดไฟ LED ดวงนี้ควรจะทำให้กล้องล็อกไม่ให้ทำงาน แต่ตอนนี้ในท้องตลาดมีอุปกรณ์เสริมที่ออกแบบมาเพื่อหลบเลี่ยงระบบตรวจจับนี้โดยเฉพาะ และยังมีบริการ DIY ที่ใช้สว่านเจาะทำลายไฟ LED นั้นทิ้งไปเลยตรงๆ ทาง Meta แก้ปัญหาด้วยการออกอัปเดตซอฟต์แวร์ ที่จะปิดการทำงานของกล้องทันทีหากตรวจพบว่ามีการดัดแปลงไฟ LED และ Instagram ก็เริ่มบล็อกบัญชีที่ใช้แว่นดัดแปลงไปคุกคามผู้อื่นแล้วโพสต์อวดด้วย Meta บอกว่าจะจัดการกับพฤติกรรมที่ละเมิดเงื่อนไขการใช้งานอย่างต่อเนื่อง แต่ในรายงานก็ระบุตรงๆ เช่นกันว่า — ตอนนี้ยังไม่สามารถสกัดกั้นคนกลุ่มนี้ได้อย่างสมบูรณ์







