เปิดแอปวัดอัตราการเต้นหัวใจใน Apple Watch สิ่งที่คุณเห็นก็แค่ตัวเลขที่กระพริบขึ้น-ลง: เร็วเกินไป ช้าเกินไป หรือพอดี แต่ในนาฬิกาเรือนเดียวกันนี้ ยังมีเครื่องมือที่ละเอียดกว่าซ่อนอยู่ นั่นคือแอป ECG (electrocardiogram หรือคลื่นไฟฟ้าหัวใจ) ซึ่งไม่ได้บันทึกแค่ตัวเลขเดียว แต่เป็นกราฟคลื่นสัญญาณไฟฟ้าที่ไหลผ่านหัวใจในแต่ละช่วงของการเต้นแบบครบวงจร
ความแตกต่างอยู่ที่ "ความลึก" ของการวัด การตรวจวัดอัตราการเต้นหัวใจทั่วไปจะบันทึกต่อเนื่องตอนออกกำลังกาย ส่วนช่วงเวลาอื่นความถี่ในการวัดจะแปรผันไปตามกิจกรรม โดย Apple ไม่ได้ระบุช่วงเวลาที่แน่นอนไว้อย่างเป็นทางการ ในขณะที่ ECG เป็นการวัดแบบเชิงรุก (active measurement) คือเปิดแอป แตะปลายนิ้วเบา ๆ ที่ Digital Crown โดยไม่ต้องกดแรง อยู่นิ่ง ๆ 30 วินาที ก็จะได้บันทึกที่ติดตามสัญญาณไฟฟ้าของหัวใจ ทาง Apple เน้นย้ำว่าฟีเจอร์นี้ไม่ได้มีไว้ตรวจจับภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน และไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยทางการแพทย์จริงได้
เกณฑ์ด้านฮาร์ดแวร์ไม่สูงนัก รุ่นตั้งแต่ Series 4 เป็นต้นมา (ยกเว้น SE) รวมถึงทุกรุ่นในซีรีส์ Ultra มีแอป ECG ติดตั้งมาในตัว แต่ต้องอัปเดต watchOS และ iOS เป็นเวอร์ชันล่าสุดก่อนจึงจะใช้งานได้ ปัจจุบันบางประเทศในยุโรปตะวันออก แอฟริกา อเมริกากลาง-ใต้ และตะวันออกกลางยังไม่เปิดให้ใช้ฟีเจอร์นี้ สามารถตรวจสอบรายชื่อประเทศที่รองรับได้จากเว็บไซต์ทางการของ Apple
วิธีตั้งค่าอยู่ในแอปสุขภาพ (Health) บน iPhone: ค้นหาคำว่า "ECG" เลือก "ตั้งค่าแอป ECG" แล้วดาวน์โหลดตามคำแนะนำ ก่อนวัดควรรัดสายนาฬิกาให้กระชับ ผ่อนคลายแขน และแตะปลายนิ้วแผ่วเบาที่ Digital Crown โดยไม่ต้องกดลง
ผลลัพธ์ 5 แบบ แต่ละแบบหมายถึงอะไร
แอป ECG มีทั้งเวอร์ชันที่ 1 และเวอร์ชันที่ 2 ซึ่งความแตกต่างมาจากกฎระเบียบในแต่ละพื้นที่ สามารถตรวจสอบเวอร์ชันได้ที่นาฬิกาในเมนู "Settings > Heart > ECG" หรือหน้า "About" ในแอปสุขภาพ หลังวัดเสร็จจะได้ผลลัพธ์แบบหนึ่งในต่อไปนี้:
จังหวะการเต้นปกติ (Sinus rhythm): แสดงว่าหัวใจถูกขับเคลื่อนอย่างมั่นคงโดย sinoatrial node ซึ่งเป็นตัวควบคุมจังหวะการเต้นตามธรรมชาติของร่างกาย โดยขณะที่วัดอัตราการเต้นหัวใจอยู่ระหว่าง 50-100 ครั้งต่อนาที ผลนี้สะท้อนแค่สถานะขณะนั้น ไม่ได้หมายความว่าหัวใจจะเป็นแบบนี้ตลอดเวลา
ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะแบบ AFib (Atrial Fibrillation): หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ถือเป็นภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่พบได้บ่อยที่สุด หากยังไม่เคยได้รับการวินิจฉัยมาก่อนแต่ได้ผลลัพธ์นี้ ควรปรึกษาแพทย์
อัตราการเต้นหัวใจต่ำหรือสูงเกินไป: เวอร์ชันแรกของแอปกำหนดเกณฑ์ไว้ที่ต่ำกว่า 50 หรือสูงกว่า 120 BPM ส่วนเวอร์ชันที่ 2 ขยายช่วงเป็นต่ำกว่า 50 หรือสูงกว่า 150 BPM หากเกินช่วงนี้ระบบจะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็น AFib หรือไม่ สาเหตุอาจมาจากยา ความเครียด หรือภาวะขาดน้ำ แนะนำให้ลองวัดใหม่ในเวลาอื่น
ไม่สามารถระบุผลได้ (Inconclusive): อาจเกิดจากการใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ (pacemaker) ตรวจพบสภาวะที่แอปไม่สามารถระบุได้ หรือสิ่งที่ Apple เรียกว่า "ภาวะทางสรีรวิทยาบางอย่าง" ที่ทำให้ไม่สามารถบันทึกสัญญาณได้ เวอร์ชันแรกของแอปยังจะแสดงผลนี้เมื่ออัตราการเต้นหัวใจอยู่ระหว่าง 100-120 BPM แต่ไม่ใช่ AFib สายนาฬิกาหลวมเกินไป หรือเคลื่อนไหวมากเกินไปขณะวัด
คุณภาพการบันทึกไม่ดี (Poor Recording): ปรากฏเฉพาะในเวอร์ชันที่ 2 ของแอปเท่านั้น มักเกิดจากข้อมือหรือนาฬิกาเปียกเกินไป สายนาฬิกาหลวม หรือมีการเคลื่อนไหวขณะวัด ปรับแก้แล้ววัดใหม่อีกครั้งก็จะได้ผล
ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นแบบใด คำแนะนำของ Apple ยังคงเหมือนกัน: ผลลัพธ์ที่ผิดปกติหรือเกิดคำถามซ้ำ ๆ ควรให้แพทย์เป็นผู้วินิจฉัย นาฬิกามีหน้าที่แค่บันทึกข้อมูล ไม่ใช่วินิจฉัยโรค







