ขอสรุปก่อนเลยว่า Apple Watch ไม่ใช่นาฬิกากันน้ำ (waterproof) แต่เป็นนาฬิกาต้านน้ำ (water resistant) สองคำนี้ดูเหมือนจะมีความหมายเดียวกัน แต่จริงๆ แล้วมีหลักการทางวิศวกรรมที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะไม่มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชิ้นไหนที่กันน้ำได้แบบสมบูรณ์แบบจริงๆ และ Apple เองก็เลือกใช้คำอย่างระมัดระวังมาตั้งแต่ Apple Watch รุ่นแรก
การระบุค่าต้านน้ำจะใช้หน่วยเป็นเมตรควบคู่กับ ATM (หน่วยความดันบรรยากาศ) โดยทุกความลึก 10 เมตรจะเท่ากับ 1 ATM แต่ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่า "ดำน้ำได้ลึกแค่นั้น" แต่เป็นค่าที่ทดสอบในห้องแล็บว่าสามารถทนแรงดันน้ำได้มากแค่ไหน นาฬิกาที่ระบุว่าต้านน้ำได้ 30 เมตร ในความเป็นจริงอาจจะทนได้แค่โดนฝนหรือน้ำกระเซ็นเบาๆ เท่านั้น ยังห่างไกลจากการลงว่ายน้ำจริงๆ
Apple Watch ทุกรุ่นตั้งแต่ Series 2 เป็นต้นมา มีระดับการต้านน้ำอยู่ที่ 50 เมตร รวมถึง SE รุ่นที่ 3 ด้วย ซึ่งหมายความว่าสามารถว่ายน้ำตื้นได้ ไม่ว่าจะเป็นในสระว่ายน้ำหรือทะเลก็ไม่มีปัญหา ส่วน Apple Watch Ultra ซีรีส์นั้นมีระดับการต้านน้ำอยู่ที่ 100 เมตร โดยทาง Apple ระบุว่าสามารถใช้ในการดำน้ำแบบสคูบา (scuba diving) ได้ ที่ความลึกสูงสุดประมาณ 130 ฟุต (ราว 40 เมตร) พูดง่ายๆ ก็คือ แม้จะชื่อ Apple Watch เหมือนกัน แต่ความลึกที่ลงน้ำได้ต่างกันถึงเท่าตัว โดย Ultra เป็นรุ่นเดียวที่ถูกระบุชัดเจนว่าเหมาะกับกิจกรรมทางน้ำที่หนักหน่วงกว่า
วัสดุของสายนาฬิกาก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มักถูกมองข้าม สายสแตนเลสหรือหนังไม่เหมาะกับการแช่น้ำ หลายคนมักจำได้แค่ระดับการต้านน้ำของตัวเรือน แต่ลืมไปว่าเปลี่ยนสายไปเป็นแบบที่ไม่ควรโดนน้ำแล้ว นอกจากนี้ ค่าการต้านน้ำก็ไม่ได้คงทนตลอดไป ยิ่งใช้นาฬิกานานเท่าไหร่ การกระแทก สบู่ หรือไอน้ำ (เช่น ใส่อาบน้ำเป็นประจำ) ก็จะยิ่งทำให้ประสิทธิภาพการต้านน้ำลดลง
สิ่งที่ทำงานอยู่เบื้องหลังจริงๆ เวลาว่ายน้ำก็คือฟีเจอร์ Water Lock เมื่อเปิดโหมดออกกำลังกายในน้ำ ระบบจะเปิดใช้งานโดยอัตโนมัติ ล็อกหน้าจอเพื่อป้องกันการสัมผัสผิดพลาดจากหยดน้ำ และเมื่อจบการใช้งานก็จะสั่นเป็นชุดเพื่อไล่น้ำที่ค้างอยู่ในตัวเรือนออกมา หรือจะเปิดใช้งานเองผ่านศูนย์ควบคุมก็ได้ ตราบใดที่ไม่ใช่การดำน้ำลึกในทะเล กลไกนี้บวกกับความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับระดับการต้านน้ำ ก็เพียงพอแล้วสำหรับการว่ายน้ำ อาบน้ำ หรือใส่นาฬิกาตอนฝนตกในชีวิตประจำวันโดยไม่ต้องกังวลมากจนเกินไป







