Bumble ก่อตั้งขึ้นจากกฎเดียว: หลังจับคู่สำเร็จ มีเพียงฝ่ายหญิงเท่านั้นที่ทักก่อนได้ นี่คือจุดขายที่แตกต่างไม่กี่อย่างที่แอปหาคู่รายนี้พูดได้เต็มปากท่ามกลางตลาดที่แน่นขนัด วันที่ 11 สิงหาคม กฎนี้กลายเป็นประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการ—ตอนนี้เมื่อจับคู่สำเร็จ ฝ่ายไหนก็ทักก่อนได้ แต่บทสนทนาจะเปิดขึ้นจริงก็ต่อเมื่ออีกฝ่ายเลือกตอบกลับ

Whitney Wolfe Herd ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ ได้ประกาศล่วงหน้าตั้งแต่เดือนพฤษภาคมว่าจะปรับกลไกการส่งข้อความ แต่วิธีการที่ออกมาจริงนั้นเข้มข้นกว่าที่หลายคนคาดไว้ ระบบจะตรวจจับว่าผู้ใช้กำลังจะส่งข้อความเปิดบทสนทนาแบบขอไปทีคำเดียวหรือไม่ แล้วจะขึ้นข้อความเตือนให้เขียนให้มีความตั้งใจมากกว่านี้ ตัวเลขวิจัยที่ Bumble เผยแพร่ระบุว่า 62% ของผู้ใช้ชายและหญิงบอกว่า เมื่อพวกเขาสามารถกำหนดได้เองว่าบทสนทนาจะเริ่มเมื่อไหร่และอย่างไร พวกเขารู้สึกมั่นใจมากขึ้น—อย่างไรก็ตาม ข้อมูลชุดนี้ครอบคลุมเฉพาะผู้ใช้ชายและหญิงเท่านั้น ไม่ได้รวมกลุ่มเพศที่หลากหลายกว่านั้น

Bumble拿掉「女生先傳訊息」招牌規則,改成看誰先想開口

พูดกันตามตรง กฎ "ผู้หญิงทักก่อน" นี้แทบไม่มีผลจริงมานานแล้ว เพราะตั้งแต่ปี 2022 Bumble ก็เปิดให้คู่ที่จับคู่กันซึ่งมีเพศทางเลือกที่ไม่ใช่ชาย-หญิงแบบดั้งเดิม (non-binary) สามารถทักก่อนได้ทั้งสองฝ่ายอยู่แล้ว ส่วนคู่เพศเดียวกันก็ไม่เคยมีข้อจำกัดนี้ตั้งแต่แรก และฟีเจอร์ "Opening Moves" ที่เปิดตัวในปี 2024 ก็ให้ฝ่ายหญิงตั้งคำถามเปิดบทสนทนาไว้ล่วงหน้าให้ฝ่ายชายตอบ ซึ่งก็เท่ากับเปิดทางให้ฝ่ายชายในคู่ต่างเพศ "เริ่มก่อน" ได้เช่นกันโดยอ้อม การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการสรุปปิดท้ายกฎที่คลอนแคลนมานานแล้ว ด้วยการอัปเดตนโยบายครั้งใหญ่เพียงครั้งเดียว

ผู้รับข้อความตอนนี้มีเวลา 72 ชั่วโมงในการตอบกลับเพื่อเปิดบทสนทนา การปรับครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความเคลื่อนไหวต่อเนื่องของ Bumble ในช่วงที่ผ่านมา—ตั้งแต่การเปิดตัวผู้ช่วย AI ชื่อ Bee ในเดือนมีนาคม ไปจนถึงแผนงานอีเวนต์ออฟไลน์ที่ Wolfe Herd เคยพูดถึงต่อสาธารณะ ทั้งหมดนี้คือความพยายามหาที่ยืนใหม่ในตลาด ท่ามกลางสถานการณ์ที่ Tinder ยังคงครองความเป็นผู้นำตลาดสหรัฐฯ (อ้างอิงข้อมูลจาก Business of Apps) กฎใหม่นี้เริ่มใช้งานบนแอป Bumble แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป