เจ้าหน้าที่ CBP คนหนึ่งใช้ฐานข้อมูลของรัฐบาลค้นหาข้อมูลติดต่อของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ส่วนอีกคนใช้ข้อมูลจากการสมัครโครงการ trusted-traveler เพื่อชวนคนไปเดท นี่ไม่ใช่เรื่องซุบซิบในที่ทำงานที่แต่งขึ้น แต่เป็นกรณีจริงที่ถูกเปิดเผยหลังจาก Wired ได้เอกสารภายในภายใต้กฎหมาย Freedom of Information Act (FOIA) ของสำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ (CBP)
เอกสารชุดนี้ครอบคลุมช่วงปี 2009 ถึง 2022 เผยให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ CBP มีการละเมิดการใช้ระบบภายในที่สามารถเข้าถึงข้อมูลการอ่านป้ายทะเบียนรถ การจดจำใบหน้า และข้อมูลจากสมาร์ทโฟนอยู่หลายครั้ง โดยมีจุดประสงค์การใช้งานที่หลากหลายและค่อนข้างเป็นเรื่องส่วนตัวอย่างมาก มีบางกรณีที่นำประวัติการเข้า-ออกประเทศไปให้กับผู้ที่กำลังฟ้องหย่า และมีบางกรณีที่ใช้ข้อมูลตำแหน่งที่มาจากเทคโนโลยีโฆษณา (ad-tech) เพื่อสะกดรอยตามตำแหน่งมือถือของเพื่อนร่วมงาน
จากเหตุการณ์ทั้งหมด 300 กรณีที่ Wired ตรวจสอบพบ 138 กรณีถูกส่งต่อให้ฝ่ายบริหารภายในของ CBP จัดการ 78 กรณีถูกส่งให้ทีมสอบสวนคดีอาญาเข้ามาดำเนินการ และอีก 43 กรณีไม่มีการสอบสวนใดๆ เกิดขึ้นเลย ส่วนใหญ่ท้ายที่สุดถูกจัดให้เป็นเพียงการฝ่าฝืนระเบียบเล็กน้อยและจัดการกันภายในองค์กรเงียบๆ ไปเอง แต่มี 21 กรณีที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการบังคับใช้กฎหมายที่อาจเกิดขึ้นได้ จึงถูกจัดเป็นคดีที่ต้องเก็บรักษาไว้ — พูดง่ายๆ คือมีเพียง 21 กรณีนี้เท่านั้นที่ถูกมองว่าอาจเข้าข่ายรับผิดทางอาญาจริงๆ
Wired ระบุว่าเหตุผลที่รายงานนี้มีความสำคัญ เพราะขนาดของข้อมูลส่วนบุคคลที่กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐฯ (DHS) ครอบครองอยู่ในขณะนี้ มีขนาดใหญ่กว่าที่เคยเป็นมาในทุกยุคทุกสมัย และระบบสอดแนมที่หน่วยงานนี้สร้างขึ้นก็ถือว่าเป็นหนึ่งในระบบที่ใหญ่ที่สุดของโลก แหล่งข้อมูลครอบคลุมตั้งแต่บันทึกการจับกุมผู้อพยพ ข้อมูลการตรวจคัดกรองที่ชายแดน การยื่นขอสัญชาติ ไปจนถึงโครงการผู้เดินทางที่เชื่อถือได้ SENTRI นอกจากนี้ CBP ยังสามารถใช้ระบบ ICM และ FALCON ของ Palantir และติดตั้งแอปจดจำใบหน้า DHS Mobile Fortify บนมือถือของเจ้าหน้าที่แนวหน้าได้อีกด้วย
ในเรื่องนี้ CBP ตอบกลับ Wired ว่าหน่วยงานให้ความสำคัญกับข้อกล่าวหาเรื่องการประพฤติมิชอบทุกกรณี "มุ่งมั่นที่จะรักษาหลักนิติธรรมและความรับผิดชอบของตนเอง ⋯ และดำเนินการสอบสวน แก้ไข และลงโทษทางวินัยที่เหมาะสม"






