ลิสต์ที่ประกาศตัวว่าเป็น "90 อัลบั้มแร็พยอดเยี่ยมแห่งยุค 90s" ไม่ได้เริ่มต้นด้วย《Illmatic》แต่กลับเปิดด้วยสิบอัลบั้มที่อยู่ในอันดับ 90 ถึง 81 การจัดลำดับแบบนี้เองก็สะท้อนมุมมองของบรรณาธิการ นั่นคือให้ผู้อ่านได้เห็นพื้นที่ชายขอบของยุคทองก่อน แล้วจึงค่อยเดินเข้าสู่ศูนย์กลาง

อันดับ 90 คือ《Black on Both Sides》ของ Mos Def ออกวางจำหน่ายในปี 1999 โดย Rawkus Records เป็นอัลบั้ม debut เดี่ยวของเขา บทพูดเปิดอัลบั้มถามตรงๆ ว่า "ถ้าคุณอยากรู้ว่าแร็พจะไปทางไหน ลองถามตัวเองก่อนดีกว่าว่าจะไปทางไหน" จากนั้นทั้งอัลบั้มก็ทดลองทุกอย่าง มีเพลงที่เขียนถึงบรูคลิน มีเพลงที่พูดถึงประเด็นน้ำสะอาดซึ่งหาได้ยากในแร็พ และยังมีบางเพลงที่ไม่มีการแร็พเลย เป็นแค่การขับร้องแบบสวดมนต์

อันดับ 89《Chopper City in the Ghetto》ของ B.G. (1999, Cash Money/Universal) เป็นอีกภาพเปรียบเทียบ: ในกลุ่ม Cash Money Millionaires ชุดเดียวกัน Juvenile ได้ยอดขายถล่มทลายจาก《400 Degreez》ส่วน Lil Wayne ต่อมาก็กลายเป็นตัวแทนของแนวการร้องอันเป็นเอกลักษณ์ แต่ B.G. ได้รับส่วนแบ่งเป็นสไตล์ flow เล่าเรื่องแบบดั้งเดิมที่สุด ใน 16 เพลง ครึ่งหนึ่งเป็นเพลงรวมกลุ่ม Hot Boyz แต่เพลงเดี่ยวอย่าง〈Hard Times〉ในซาวด์แบบเฉลิมฉลองที่ Mannie Fresh คุ้นเคย กลับแทรกโทนที่มืดหม่นกว่าเข้าไปด้วย

อัลบั้ม Debut ที่กำหนดตำแหน่งของศิลปินไปอีกสิบปี

ในลิสต์นี้แอบซ่อนตัวอย่างของ "อัลบั้มแรกที่กำหนดชะตากรรม" ไว้หลายชิ้น King Tee ในปี 1993 กับ《Tha Triflin' Album》ห่างจาก debut ของเขาในปี 1988 อย่าง《Act a Fool》มาถึงห้าปี อัลบั้มนี้ที่ร่วมงานกับ DJ Pooh นอกจากจะพิสูจน์ว่า King Tee ยังตามยุคทันแล้ว ยังเป็นการเปิดประตูให้ Tha Alkaholiks ที่ยังไม่เดบิวต์ในตอนนั้นได้ปรากฏตัวในเพลง〈Got It Bad Y'all〉ซึ่งเป็นเพลงร่วมร้อง เท่ากับรุ่นใหญ่เปิดทางให้รุ่นใหม่

《Return to the 36 Chambers: The Dirty Version》(1995, Elektra) ของ Ol' Dirty Bastard ก็เป็นอัลบั้ม debut เช่นกัน โดยอาศัยการโปรดิวซ์ของ RZA ในการค้ำยัน flow แบบหลุดกรอบใน〈Brooklyn Zoo〉ห้าสิบกว่า bar ที่พุ่งไปจนถึงท่อนฮุกที่ไม่ตรงบีตเลยแม้แต่นิดเดียว แต่กลับกลายเป็นการแสดงที่เป็นตัวแทนของเขามากที่สุด

《Whut? Thee Album》(1992, Def Jam) ของ Redman มีที่มาที่ชัดเจน: ในปี 1990 Reggie Noble วัย 20 ปี ปะทะฟรีสไตล์กับ Erick Sermon จาก EPMD หลังเวทีของโชว์ MC Lyte ที่เมือง Newark รัฐนิวเจอร์ซี ทำให้ได้โอกาสเป็นเกสต์ในเพลง〈Hardcore〉ของ EPMD จากนั้นปีต่อมาก็เซ็นสัญญาเข้า Def Jam อย่างเป็นทางการ เพลง〈Time 4 Sum Akshun〉ในอัลบั้มนี้ต่อมาถูกใช้เป็นเพลงเดินขึ้นสังเวียนของ Mike Tyson ในการกลับมาชกอีกครั้งในปี 1995 ซึ่งเขาน็อก Peter McNeeley ลงไปสองครั้งภายในสองยก

ส่วนสายท้องถิ่นก็เห็นได้ชัดเจนไม่แพ้กัน《Comin' Out Hard》(1993, Suave House Records) ของ Eightball & MJG บันทึกเสียงที่ฮิวสตัน ร่วมงานกับ Tony Draper ผู้บริหารค่ายเพลง แต่แซมเปิ้ลเพลงเกือบทั้งหมดมาจากย่าน Orange Mound เมือง Memphis มาจาก "แผ่นเสียงไวนิลที่พ่อแม่ทิ้งไว้" ตามที่ Eightball เคยเล่าไว้ในบทสัมภาษณ์กับ NPR เมื่อปี 2014 ปกอัลบั้มวาดเป็นสกายไลน์ของฮิวสตัน แต่เนื้อหาข้างในกลับเป็นจิตวิญญาณของ Memphis

《Mr. Scarface Is Back》(1991, Rap-A-Lot Records) ของ Scarface มีความย้อนแย้งในตัวชื่ออัลบั้มเอง นี่คืออัลบั้ม debut เดี่ยวของเขา แต่ตั้งชื่อว่า "กลับมาแล้ว" เพราะสามเดือนก่อนหน้านั้น Geto Boys เพิ่งออกอัลบั้ม《We Can't Be Stopped》ไปแล้ว ส่วน《Business as Usual》(1990, Def Jam/RAL/Columbia) ของ EPMD ทำสองสิ่งในเวลาเดียวกัน คือให้ LL Cool J กลับมามีท่วงท่าห้าวหาญใน〈Rampage〉และในเพลง〈Hardcore〉ก็ยกท่อน verse สุดท้ายให้ Redman ที่ยังไม่ดังในตอนนั้น

ในขณะที่《Music to Driveby》(1992, Orpheus Records) ของ Compton's Most Wanted เป็นเครื่องเตือนใจว่า Death Row ไม่ใช่เรื่องราวเดียวของลอสแอนเจลิสในช่วงต้นยุค 1990s MC Eiht ในเพลง〈Hood Took Me Under〉นำเสนอด้านที่มืดหม่นและหวาดระแวงมากกว่า N.W.A

บทความต้นฉบับนี้เผยแพร่ครั้งแรกในปี 2014 ฉบับนี้เป็นการจัดอันดับใหม่ โดยระบุวันที่เผยแพร่เป็นเดือนมีนาคม 2026 อันดับที่ 80 ถึง 1 ฉบับเต็มไม่ได้ปรากฏอยู่ในเนื้อหาต้นฉบับที่ใช้อ้างอิงในบทความนี้

เปิดลิสต์เพลงแร็พประจำปีของ Complex: จากอันดับ 90 ถึง 81 มองเห็นยุคทองที่อยู่นอกกระแสหลัก
เปิดลิสต์เพลงแร็พประจำปีของ Complex: จากอันดับ 90 ถึง 81 มองเห็นยุคทองที่อยู่นอกกระแสหลัก
เปิดลิสต์เพลงแร็พประจำปีของ Complex: จากอันดับ 90 ถึง 81 มองเห็นยุคทองที่อยู่นอกกระแสหลัก