หนังชีวประวัติที่มีผู้กำกับระดับออสการ์คุมบังเหียน พร้อมคาสต์นักแสดงแน่นเอี๊ยด แต่กลับเลือกเลี่ยงการเข้าฉายในโรงภาพยนตร์แบบเต็มรูปแบบ นี่คือประเด็นที่น่าจับตาที่สุดของข่าว "Madden" ในครั้งนี้

หนังชีวประวัติวงการฟุตบอลเรื่องนี้กำกับโดย David O. Russell บอกเล่าเรื่องราวของ John Madden ตำนานโค้ชและผู้บรรยายกีฬา นำแสดงโดย Nicolas Cage โดยหนังจะเริ่มสตรีมบน Prime Video ในวันที่ 18 พฤศจิกายน ก่อนหน้านั้น Amazon MGM จะจัดฉายในโรงภาพยนตร์แบบจำกัดวงเพื่อให้เข้าเกณฑ์ชิงรางวัล (awards-qualifying) ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน แต่จะไม่มีการเข้าฉายในวงกว้างทั่วประเทศแต่อย่างใด

เนื้อเรื่องชัดเจน: Madden คือผู้นำทีม Oakland Raiders ในยุค 1970s ที่พาทีมเข้าชิงแชมป์หลายครั้ง และคว้าแชมป์ Super Bowl ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ทีมได้สำเร็จ ก่อนจะเกษียณในปี 1979 แล้วผันตัวไปเป็นผู้บรรยายกีฬานานถึงสามสิบปี หนังเรื่องนี้เดินเรื่องผ่านสองเส้นเรื่องหลักในชีวิตของเขา ได้แก่ มิตรภาพกับ Al Davis รับบทโดย Christian Bale และความสัมพันธ์กับภรรยา Virginia รับบทโดย Kathryn Hahn ส่วนคาสต์ที่เหลือมี John Mulaney, Sienna Miller และ Shane Gillis มาเสริมทัพ Russell เคยกล่าวไว้ตอนประกาศโปรเจกต์นี้เมื่อปี 2024 ว่าหนังเรื่องนี้จะถ่ายทอด "ความสุข ความเป็นมนุษย์ และความอัจฉริยะของ Madden ในโลกยุค 1970s ที่ทั้งบ้าคลั่งและเฉลียวฉลาด"

สิ่งที่น่าสนใจคือตรรกะเบื้องหลังการตัดสินใจเรื่องการจัดจำหน่ายครั้งนี้ ผลงานด้านรางวัลของ Russell ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น เขาเคยฝากผลงานอย่าง "American Hustle" "Silver Linings Playbook" และ "The Fighter" การที่ผู้กำกับระดับนี้เลือกยอมสละการเข้าฉายในโรงภาพยนตร์แบบเต็มรูปแบบจึงดูผิดปกติไม่น้อย แต่อีกด้านหนึ่ง Russell เองก็มีประวัติพฤติกรรมที่เป็นข้อถกเถียงในกองถ่ายมาก่อน และผลงานล่าสุดของเขาเมื่อปี 2022 อย่าง "Amsterdam" ที่รวมดาราดังมากมาย กลับทำรายได้ทั่วโลกเพียงราว 31 ล้านดอลลาร์ เทียบกับทุนสร้าง 80 ล้านดอลลาร์ ถือเป็นความล้มเหลวที่ต้องแลกมาด้วยราคาไม่น้อย

"Madden" มีกำหนดจัดฉายในโรงภาพยนตร์แบบจำกัดวงช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนเพื่อให้เข้าเกณฑ์ชิงรางวัล ก่อนจะสตรีมบน Prime Video ทั่วโลกในวันที่ 18 พฤศจิกายน