Nathan Sharp ผู้เคยเป็นมือหลักในการสร้างฟีเจอร์ Instagram Stories มาก่อน ตอนนี้กลับทำสิ่งที่ตรงกันข้ามออกมา แอปใหม่ที่เขาร่วมก่อตั้งชื่อ "Retro" มีจุดขายคือการดึงบรรยากาศ Instagram ยุคแรกที่ "ดูว่าเพื่อนกำลังทำอะไรอยู่" กลับมา — ไม่มีอัลกอริทึมแนะนำ ไม่มีวิดีโอสั้น ไม่มีโฆษณา
ตามรายงานการทดลองใช้จริงของ Adnan Ahmed นักข่าวจาก Engadget ทาง Retro นิยามตัวเองอย่างเป็นทางการว่าเป็น "ไดอารี่ภาพถ่ายเฉพาะเพื่อน" กฎหลักนั้นเรียบง่ายมาก ผู้ใช้ต้องอัปโหลดภาพถ่ายในชีวิตประจำวันอย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งภาพ ภาพนี้จะแสดงให้เห็นเฉพาะคนที่ติดตามคุณเท่านั้น ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ และไม่ถูกดันขึ้นหน้าสำรวจใดๆ ทั้งสิ้น

ตรรกะการตั้งค่าและการถ่ายภาพ: เลือกได้เฉพาะรูปที่ถ่ายในสัปดาห์นี้
ตอนตั้งค่าครั้งแรก แอปจะให้ผู้ใช้เลือกความถี่ในการแชร์ — รายวัน รายสัปดาห์ หรือรายเดือน จากนั้นระบบจะแจ้งเตือนให้โพสต์ตามจังหวะที่ตั้งไว้ Ahmed ระบุในรายงานถึงข้อจำกัดสำคัญอย่างหนึ่งว่า ตัวเลือกภาพในเวอร์ชันฟรีจะเลือกได้เฉพาะภาพที่ถ่ายภายใน "สัปดาห์เดียวกัน" เท่านั้น การออกแบบนี้ช่วยแก้ปัญหาความลังเลในการเลือกภาพ พร้อมทั้งทำให้เนื้อหาใกล้เคียงกับชีวิตจริงในปัจจุบันมากขึ้น ระบบจะอ่านข้อมูล metadata ของภาพโดยอัตโนมัติ แล้วแสดงเวลาและสถานที่ถ่ายไว้ข้างโพสต์
เมื่อสะสมจำนวนภาพที่อัปโหลดถึงระดับหนึ่งแล้ว สามารถนำภาพมาจัดเป็นอัลบั้ม เลือกฟอนต์และภาพปกที่แตกต่างกัน กำหนดให้เปิดเผยบนหน้าโปรไฟล์ส่วนตัวหรือตั้งเป็นส่วนตัว รวมถึงเชิญเพื่อนมาเป็นผู้ร่วมแก้ไขเพื่อดูแลอัลบั้มเดียวกันไปด้วยกันได้ เวลาเพื่อนเข้าชมหน้าโปรไฟล์ของคุณ ค่าเริ่มต้นจะเห็นได้เฉพาะเนื้อหาย้อนหลังสี่สัปดาห์เท่านั้น หากอยากให้ใครเห็นไดอารี่ภาพถ่ายแบบเต็มรูปแบบ ก็สามารถมอบ "กุญแจ" ให้กับคนนั้นได้ — แต่เวอร์ชันฟรีมอบกุญแจได้ครั้งละหนึ่งดอกเท่านั้น เท่ากับต้องเลือกข้างอย่างเปิดเผย ในแอปยังมีฟังก์ชันข้อความส่วนตัวด้วย

หน้า Memories ใช้วงล้อหมุนแทนการปัดหน้าจอ
Ahmed กล่าวเป็นพิเศษว่าแท็บ "Memories" เป็นส่วนที่เขาสนุกที่สุดตอนทดลองใช้ ตัวฟีเจอร์นี้ไม่ได้ใหม่มากนัก เพราะแพลตฟอร์มโซเชียลส่วนใหญ่ก็มีฟีเจอร์ "ย้อนความทรงจำ" คล้ายกันอยู่แล้ว แต่ Retro ดึงภาพเก่าจากอัลบั้มในมือถือมาใช้โดยตรง ซึ่งมีประโยชน์มากเป็นพิเศษสำหรับผู้ใช้ใหม่ที่เพิ่งเข้าร่วมและยังไม่มีโพสต์สะสมมากนัก วิธีเลื่อนดูก็ไม่ใช่การปัดหรือแตะแบบทั่วไป แต่เป็นการใช้วงล้อที่หมุนได้เพื่อย้อนกลับไปยังช่วงเวลาในอดีต
Retro เองไม่มีโฆษณาเลยแม้แต่น้อย นี่จึงเป็นเหตุผลที่ต้องพึ่งพาการสมัครสมาชิกแบบเสียเงินเพื่อดำเนินกิจการต่อไป ราคาของ Retro Premium อยู่ที่สัปดาห์ละ 2 ดอลลาร์สหรัฐ เดือนละ 5 ดอลลาร์สหรัฐ หรือปีละ 36 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อสมัครแล้วจะสามารถย้อนอัปโหลดภาพที่ถ่ายไว้ก่อนหน้านั้นได้ แชร์วิดีโอสั้นได้ และไม่ต้องถูกจำกัดด้วยกฎ "ต้องโพสต์อย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งครั้งถึงจะดูโพสต์ของเพื่อนได้" อีกทั้งยังสามารถแจกกุญแจให้เพื่อนหลายคนได้ไม่จำกัด Retro ยังออกแบบระบบชักชวนเพื่อน: ชวนเพื่อนครบ 5 คนแลกรับ Premium ฟรีหนึ่งปี ชวนครบ 10 คนรับสิทธิ์สมาชิกตลอดชีพไปเลย

Ahmed พูดตรงๆ ในบทความว่า ฟีเจอร์เสียเงินพวกนี้สำหรับเขายังไม่มากพอที่จะทำให้ตัดสินใจสมัครสมาชิก สิ่งเดียวที่รู้สึกว่าน่าสนใจหน่อยคือการที่สามารถแบ่งกุญแจให้เพื่อนหลายคนพร้อมกันได้ ส่วนถ้าอยากพิมพ์รูปเป็นโปสการ์ดส่งให้เพื่อน ต้องเสียเงินเพิ่มใบละ 2 เหรียญสหรัฐ
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ดีไซน์ แต่อยู่ที่เพื่อนเยอะพอหรือเปล่า
สิ่งที่ Ahmed กังวลที่สุดเกี่ยวกับ Retro ไม่ใช่หน้าตาแอปหรือฟีเจอร์ต่างๆ แต่คือ "คนที่นี่น้อยเกินไป" ตอนที่เขาลองใช้จริง เจอหน้าคนรู้จักในแอปแค่สองคนเท่านั้น เขายอมรับว่าสิ่งนี้ทำให้ประสบการณ์การใช้งานลดลงไปพอสมควร ระบบรางวัลชวนเพื่อนของ Retro ก็ถือเป็นการแก้ปัญหาเรื่องการเติบโตของผู้ใช้ในระดับหนึ่ง เขายังเตือนด้วยว่า ถ้ากลุ่มเพื่อนที่ใช้อยู่แล้วมีคนเล่นแอปนี้เยอะ ประสบการณ์จะแตกต่างไปโดยสิ้นเชิง แม้ปฏิสัมพันธ์ในโซเชียลจะไม่มากนัก Retro ก็ยังถือเป็นเครื่องมือบันทึกไดอารี่ภาพถ่ายส่วนตัวที่คุ้มค่าสำหรับการเก็บบันทึกชีวิตในระยะยาว แต่ถ้าคาดหวังจะมาสำรวจคอนเทนต์ใหม่ๆ หรือหาเพื่อนใหม่ Retro ก็ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อสิ่งนี้ตั้งแต่แรก






