ตัวเลขที่ขัดแย้งกันเอง คือจุดที่แสบตาที่สุดในงบการเงินฉบับนี้
Securitize (สัญลักษณ์หุ้นสหรัฐฯ: SECZ) ประกาศงบไตรมาสแรกหลังเข้าตลาดเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ตัวเลขฝั่งธุรกิจพุ่งขึ้นทั้งกระดาน โดยขนาดสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ที่แปลงเป็นโทเคนเฉลี่ยในไตรมาส 2 ทำนิวไฮที่ 4.3 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 16% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ปริมาณการซื้อขายพุ่งกระโดด 147% แตะ 5.3 พันล้านดอลลาร์ ส่วนแผนกบริการกองทุนในเครือดูแลกองทุนที่เคลื่อนไหวอยู่ถึง 663 กองทุน และขนาดสินทรัพย์ที่ให้คำปรึกษา (AUA) แตะ 2.43 หมื่นล้านดอลลาร์ นี่คือภาพลักษณ์ของ Securitize ที่วอลล์สตรีทคุ้นเคยที่สุด ในฐานะบริษัทที่ช่วย BlackRock ออกและบริหารกองทุนตลาดเงินที่แปลงเป็นโทเคนขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง BUIDL
แต่ตัวเลขทางการเงินกลับเล่าเรื่องอีกด้านหนึ่ง รายได้ไตรมาส 2 อยู่ที่ 14.4 ล้านดอลลาร์ หดตัวลง 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 20.6 ล้านดอลลาร์อย่างมาก ขณะที่ขาดทุนต่อหุ้น (EPS) อยู่ที่ 2.37 ดอลลาร์ ห่างไกลจากที่ตลาดประเมินไว้ว่าจะขาดทุนเพียง 0.15 ดอลลาร์ ผลขาดทุนสุทธิรายไตรมาสขยายตัวเป็น 21.7 ล้านดอลลาร์ ส่วน EBITDA ที่ปรับปรุงแล้วพลิกจากกำไร 1.8 ล้านดอลลาร์ในปีก่อน มาเป็นขาดทุน 5.5 ล้านดอลลาร์ ราคาหุ้นร่วงหนักถึง 20% หลังตลาดปิด
Carlos Domingo ซีอีโอใช้คำว่า "ค่อนข้างอ่อนแอ" ในการอธิบายงบการเงินฉบับนี้ พร้อมกับหยิบยกตัวเลขรายได้ครึ่งปีแรกที่เติบโต 16% เมื่อเทียบกับปีก่อนมาช่วยพยุงภาพรวม โดยไตรมาสแรกที่ทำได้ 19.5 ล้านดอลลาร์นั้นถือเป็นนิวไฮในประวัติศาสตร์บริษัท ซึ่งเท่ากับว่าไตรมาส 2 ได้ดึงโมเมนตัมของครึ่งปีแรกกลับคืนมา
รายงานผลประกอบการฉบับนี้ยังเป็นการรายงานตัวต่อตลาดครั้งแรก นับตั้งแต่ Securitize เพิ่งจดทะเบียนเข้าตลาดผ่านดีล SPAC ที่มี Cantor Fitzgerald หนุนหลังเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ตอนนี้บริษัทกำลังจับมือกับตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการซื้อขายหลักทรัพย์แบบโทเคไนซ์ พร้อมทั้งผนึกกำลังกับ Computershare นายทะเบียนหุ้น เพื่อปูทางให้บริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ ออกหุ้นแบบโทเคไนซ์ได้ง่ายขึ้น แต่ตัวเลขสวยหรูขนาดไหนก็ใช่ว่านักลงทุนจะรีบควักเงินซื้อทันที — นี่คือบทเรียนแรกที่หุ้นดาวเด่นสาย tokenization ต้องเจอหลังเข้าตลาด






