วางขายวันเดียวกัน ตั้งราคาเท่ากันที่ 130 ดอลลาร์สหรัฐ ครั้งนี้ Shokz ให้หูฟังไร้ปลั๊กแบบเปิด 2 รุ่นของตัวเองมาประชันกันเต็มๆ OpenFit Air 2 เป็นแบบเกี่ยวหูนำเสียงผ่านอากาศ ส่วน OpenRun Air 2 เป็นดีไซน์นำเสียงผ่านกระดูกที่เลี่ยงช่องหูแล้วคาดไว้ด้านหลังศีรษะ เป้าหมายร่วมของทั้งคู่ชัดเจนมาก คือทำให้ผู้สวมใส่แทบไม่รู้สึกถึงการมีอยู่ของหูฟังขณะออกกำลังกาย
OpenFit Air 2 ลดน้ำหนักต่อข้างเหลือ 7.2 กรัม เบาลงจากรุ่นก่อนราว 17% ทางแบรนด์บรรยายว่าน้ำหนักระดับนี้ "พอๆ กับคลิปหนีบกระดาษไม่กี่อัน" ดีไซน์แบบเปิดไม่ปิดกั้นช่องหู จึงไม่มีปัญหาแรงดันในหูสะสม และยังทำให้ผู้สวมใส่ได้ยินเสียงรอบข้างไปพร้อมกัน เหมาะกับการวิ่งในเมืองที่มีรถพลุกพล่านและต้องคอยสังเกตสภาพถนน ข้อแลกเปลี่ยนของดีไซน์แบบเกี่ยวหูอยู่ที่รูปลักษณ์ การออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์เหมาะกับการสวมใส่นานๆ ถือเป็นจุดเด่น แต่โครงสร้างขาเกี่ยวหูอาจชนกับแว่นตาหรือหมวกบางแบบ ทางแบรนด์จึงแนบภาพจริงมาให้ผู้บริโภคพิจารณาด้วยตัวเองว่าเหมาะกับตนเองหรือไม่

ด้านคุณภาพเสียง Shokz ระบุว่า OpenFit Air 2 ใช้ไดรเวอร์เสียง Bassphere และอัลกอริทึม OpenBass 2.0 ของตัวเอง ชูจุดเด่นเรื่อง "เบสที่หนักแน่นขึ้น" และ "เสียงที่ครบเครื่องขึ้น" ตัวหูฟังมีลำโพงเอียงมุมในตัว ส่งเสียงตรงเข้าสู่ทิศทางช่องหู ทางแบรนด์เรียกสิ่งนี้ว่า "ประสบการณ์การฟังที่เป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น" แอปที่มาคู่กันมีโหมด EQ สำเร็จรูปให้เลือก 4 แบบ และยังปรับแต่ง EQ ส่วนตัวเองได้อีก 2 ชุด แบตเตอรี่ใช้งานได้ 8 ชั่วโมงต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง เมื่อรวมกับเคสชาร์จจะยืดได้ถึง 36 ชั่วโมง ชาร์จเร็ว 10 นาทีใช้งานได้ 3 ชั่วโมง สเปกการเชื่อมต่ออัปเกรดเป็นบลูทูธ 6.1 และรองรับการเชื่อมต่อหลายอุปกรณ์พร้อมกัน OpenFit Air 2 จะวางขาย 27 สิงหาคมนี้ ราคา 130 ดอลลาร์สหรัฐ
OpenRun Air 2 ชูจุดขายกันการเด้ง เจาะกลุ่มนักวิ่งโดยเฉพาะ

อีกรุ่นหนึ่งอย่าง OpenRun Air 2 เลือกเดินเส้นทางที่แตกต่างไปโดยสิ้นเชิง ตัวหูฟังหลักจะอ้อมไปด้านหลังศีรษะ อาศัยหน่วยขับเสียงแบบ Bone Conduction ในการปล่อยเสียง โดยมีน้ำหนักเบากว่ารุ่นก่อนหน้าเช่นกัน ดีไซน์โดยรวมให้ความสำคัญกับความมั่นคงเป็นอันดับแรก เพื่อลดการสั่นไหวและกระเด้งขณะวิ่งให้น้อยที่สุด เมื่อออกแบบมาเพื่อนักวิ่งโดยเฉพาะ การเลือกแบบนี้จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ
OpenRun Air 2 ก็สามารถเชื่อมต่อกับแอปฯ ของ Shokz เพื่อปรับ EQ ได้เช่นกัน แบตเตอรี่ใช้งานได้นาน 10 ชั่วโมงต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ชาร์จเร็ว 5 นาทีได้ระยะเวลาฟัง 2 ชั่วโมง ตัวเลขดูกระชับกว่า OpenFit Air 2 ซึ่งสอดคล้องกับจุดยืนของหูฟังแบบ Bone Conduction ที่มีมาโดยตลอด หูฟังรุ่นนี้เปิดขายวันที่ 27 สิงหาคมเช่นกัน ในราคา 130 ดอลลาร์สหรัฐเท่ากัน เท่ากับว่า Shokz โยนโจทย์ให้ผู้บริโภคเป็นคนตัดสินใจเอง ว่าจะเลือกแนวทางคุณภาพเสียงแบบหูฟังคล้องหูเปิด หรือแนวทางกันกระเด้งแบบ Bone Conduction เพราะเรื่องราคานั้นไม่ใช่ปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณาเลย