เรื่องการหาช่องโหว่นั้น แต่เดิมเป็นบททดสอบความอดทนและฝีมือทางเทคนิค แต่ตอนนี้กลายเป็นบททดสอบว่าทีมตรวจสอบจะรับมือกับปริมาณงานที่ AI ผลิตออกมาไหวหรือไม่
ตามรายงานที่ Financial Times ของอังกฤษยืนยัน Apple ได้ปรับเปลี่ยนโครงการ bug bounty ของตนเอง สาเหตุมาจากปริมาณรายงานช่องโหว่ที่สร้างโดย AI มีจำนวนมากเกินไป จนทีมตรวจสอบภายในรับมือไม่ไหว แม้ AI จะช่วยค้นหาช่องโหว่ในโปรแกรมได้จริง แต่เมื่อจำนวนรายงานประเภทนี้มากเกินขีดความสามารถในการรองรับ ปัญหาที่ถูกค้นพบโดยนักวิจัยด้านความปลอดภัยตัวจริงกลับมีแนวโน้มจะถูกฝังกลบอยู่ในกองรายงานเหล่านั้น
Apple ระบุว่าการปรับเปลี่ยนครั้งนี้รวมถึง "การกำหนดเพดานสำหรับการส่งผ่านช่องทางความปลอดภัยภายใน พร้อมช่วงเวลาพัก 30 วัน" กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ นักวิจัยหรือทีมงานหนึ่งๆ จะสามารถส่งรายงานช่องโหว่ได้ในจำนวนจำกัดต่อช่วงเวลาหนึ่ง หากต้องการส่งเกินเพดานที่กำหนด จะต้องยื่นคำขอพิเศษเพิ่มเติมจึงจะสามารถส่งต่อได้
นี่ไม่ใช่ปัญหาที่เกิดกับบริษัทเดียว ก่อนหน้านี้ในปีนี้ Google ก็เคยปรับระบบโครงการหาช่องโหว่ของตนเองเช่นกัน โดยปรับโครงสร้างเงินรางวัลให้เอนเอียงไปทาง "ปัญหาที่แก้ยาก" นั่นคือช่องโหว่ที่ AI ไม่สามารถค้นพบได้ง่ายๆ จะได้รับเงินรางวัลสูงกว่า เพื่อแยกแยะระหว่างการค้นพบที่มีคุณค่าจริงๆ กับปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ที่ AI สามารถผลิตออกมาได้เป็นจำนวนมาก
ทิศทางการปรับเปลี่ยนของทั้งสองบริษัทนั้นสอดคล้องกัน คือไม่ได้ปฏิเสธการใช้ AI ค้นหาช่องโหว่ แต่เป็นการออกแบบระบบใหม่ เพื่อให้ทรัพยากรในการตรวจสอบถูกเก็บไว้สำหรับสิ่งที่คุ้มค่าแก่การใช้เวลาพิจารณาจริงๆ






