แมตต์ เดม่อน (Matt Damon) รับบทโอดิสซีอุส ทำสิ่งที่ครั้งก่อนโนแลนต้องพึ่งแบทแมนถึงจะทำได้สำเร็จ ผ่านหนังเอพิคความยาวเกือบ 3 ชั่วโมง ถ่ายทำทั้งเรื่องด้วยกล้องฟิล์ม IMAX "The Odyssey" เข้าฉายเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 ก็ทะลุรายได้พันล้านดอลลาร์ทั่วโลกอย่างเป็นทางการ กลายเป็นภาพยนตร์ลำดับที่ 65 ในประวัติศาสตร์ที่ทำได้ถึงหลักนี้
ตัวเลขนี้น่าหยุดคิดตรงที่ช่วงเวลาที่ผ่านมา ครั้งล่าสุดที่ผลงานของโนแลนทำเงินทะลุพันล้านดอลลาร์คือ "The Dark Knight Rises" ในปี 2012 ห่างกันมา 13 ปี ระหว่างนั้นยังมี "Oppenheimer" ที่หลายคนเชื่อว่าน่าจะทำลายสถิติได้ แต่ในช่วงพีคสุดของกระแส "Barbenheimer" ปี 2023 กลับหยุดอยู่ที่ประมาณ 975 ล้านดอลลาร์ พลาดหลักพันล้านไปแบบเฉียดฉิว ตอนนี้ "The Odyssey" กลายเป็นหนังทำเงินพันล้านดอลลาร์เรื่องที่สองในชีวิตการทำงานของเขา และกระแสยังไม่มีทีท่าจะแผ่วลง
ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ หนังเรื่องนี้กำลังไล่ตามสถิติ 1.085 พันล้านดอลลาร์ของ "The Dark Knight Rises" (ตัวเลขทางการอยู่ที่ 1.085 พันล้านดอลลาร์) มีโอกาสจะกลายเป็นผลงานที่ทำเงินสูงสุดในชีวิตการทำงานของโนแลนไปเลย พูดง่ายๆ คือหนังเรท R ที่ดัดแปลงจากมหากาพย์กรีกโบราณ ไม่มีตัวร้าย ไม่มีซูเปอร์ฮีโร่ กำลังเอาชนะหนังฟอร์มยักษ์ที่พึ่ง IP แบทแมนอยู่ ตอนนี้รายได้ทั่วโลกแบ่งเป็นอเมริกาเหนือ 429.7 ล้านดอลลาร์ และตลาดต่างประเทศ 570.3 ล้านดอลลาร์ ซึ่งฝั่งต่างประเทศมีสัดส่วนเกินครึ่ง สะท้อนว่านี่ไม่ใช่แค่กระแสในตลาดใดตลาดหนึ่ง แต่เป็นการขยายตัวไปทั่วโลกจริงๆ
สถานะเรท R ของหนังเรื่องนี้ก็ทำให้มันอยู่ในจุดที่พิเศษ นี่คือหนังเรท R ลำดับที่ 3 ในประวัติศาสตร์ที่ทำเงินทะลุพันล้านดอลลาร์ ต่อจาก "Joker" และ "Deadpool & Wolverine" และ "The Odyssey" คือผลงานเรท R เรื่องแรกที่ทำได้สำเร็จโดยไม่ได้พึ่งตัวละครจากคอมิก ประเด็นนี้บอกอะไรได้มากกว่าตัวเลขรายได้เสียอีก เพราะคนดูเข้าโรงไม่ใช่เพราะความคุ้นเคยกับ IP แต่เพราะตัวโนแลนเองและฟอร์แมต IMAX
ในด้านการถ่ายทำ "The Odyssey" คือภาพยนตร์เรื่องยาวเรื่องแรกที่ถ่ายทำทั้งเรื่องด้วยกล้องฟิล์ม IMAX ซึ่งก็อธิบายได้ว่าทำไมความต้องการรอบฉาย IMAX ถึงสูงต่อเนื่องมาตลอด สเปกทางเทคนิคของตัวมันเองกลายเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่ขับดันรายได้ ไม่ใช่แค่เกร็ดเบื้องหลังอีกต่อไป
เมื่อนำ "The Odyssey" มารวมกับ "Spider-Man: Brand New Day" ที่เข้าฉายในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ทั้งสองเรื่องรวมกันทำเงินได้ประมาณ 2.1 พันล้านดอลลาร์ กำลังไล่ตามยอดรวม 2.4 พันล้านดอลลาร์ของช่วง "Barbenheimer" ระหว่าง "Barbie" กับ "Oppenheimer" ในปี 2023 อย่างใกล้ชิด แรงส่งนี้ยังช่วยดัน Universal ให้ทำรายได้รวมทั่วโลกในปีนี้ทะลุ 4 พันล้านดอลลาร์ไปด้วย ขณะที่ "The Odyssey" ยังเข้าฉายในต่างประเทศต่อเนื่อง ต่อจากเกาหลีใต้ก็จะเข้าฉายในจีนวันที่ 14 สิงหาคม และญี่ปุ่นวันที่ 11 กันยายน ตัวเลขรายได้ในทางทฤษฎีจึงยังมีแนวโน้มไต่ขึ้นได้อีก






