Freddie Spencer ยืนมองรถมอเตอร์ไซค์สีดำ-ทองคันนั้นในโซนจัดแสดง แล้วเดินไปหาทีมงาน Royal Enfield ทันที เขาต้องการลองขี่คันนี้ด้วยตัวเอง สำหรับตำนานนักแข่งที่คว้าแชมป์โลก WGP 500cc ในปี 1983 และคว้าแชมป์คู่ทั้ง 250cc และ 500cc พร้อมกันในปี 1985 ซึ่งเป็นสถิติที่ยังไม่มีนักแข่งคนใดทำซ้ำได้จนถึงทุกวันนี้ รถที่ทำให้เขาต้องเอ่ยปากขอลองขี่ในทันทีนั้นคือ "Caliber Royale" ผลงานคัสตอมที่ Winston Yeh ผู้ก่อตั้ง Rough Crafts สร้างขึ้นจากพื้นฐาน Royal Enfield Shotgun 650

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่งาน Goodwood Festival of Speed ในอังกฤษ งานอีเวนต์ระบบเชิญเข้าร่วมที่จัดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 1993 โดยไม่เปิดรับสมัครทั่วไป การได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมโซนโชว์ไดนามิกและได้ขี่จริงบนเส้นทาง Goodwood Hill Climb อันโด่งดัง ถือเป็นเกณฑ์มาตรฐานที่ได้รับความสนใจจากวงการรถทั่วโลก ครั้งนี้ Winston Yeh ไม่ได้เพียงนำรถขึ้นเวทีโชว์เท่านั้น แต่ยังขับ Caliber Royale ด้วยตัวเองตลอดเส้นทางการไต่เขา การที่ Spencer เข้าร่วมอย่างไม่ได้วางแผนล่วงหน้า ทำให้รถคันนี้ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นไปอีกขั้น เพราะนี่ไม่ใช่ฉากที่ถูกจัดวางโดยทีมงาน แต่เป็นแชมป์โลกที่เห็นรถแล้วขอขึ้นขี่เองจริงๆ

หลังจากงาน Goodwood รถคันนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่สถานะ "ผลงานคัสตอมเฉพาะตัว" Rough Crafts และ Royal Enfield ใช้เวลา 2 ปีในการดึงเอกลักษณ์การออกแบบที่โดดเด่นที่สุดของ Caliber Royale มาปรับให้เข้ากับกระบวนการผลิตจริง ข้อกำหนดทางกฎหมาย และความต้องการของตลาดทั่วโลก จนกลายเป็นรุ่นลิมิเต็ดอย่างเป็นทางการในชื่อ "Rough Crafts x Shotgun 650 Limited Edition" จำกัดจำนวนทั่วโลกเพียง 100 คัน และเมื่อเปิดขายจริง รถทั้งหมดขายหมดภายในเวลาเพียง 179 วินาที

三屆世界冠軍主動求騎,Rough Crafts 打造的這台車讓 Royal Enfield 限量版 179 秒賣光

จากรถคัสตอมสู่รุ่นลิมิเต็ดทางการ อะไรบ้างที่ยังคงไว้

รุ่นพิเศษนี้ใช้พื้นฐาน Shotgun 650 เช่นเดิม ตัวรถทาสีสองโทน Jet Black เงาวาวคู่กับ Stealth Black แบบด้าน คงคาแรกเตอร์โทนสีเข้มอันเป็นเอกลักษณ์ของ Rough Crafts ในรายละเอียดเพิ่มเส้นขอบฟอยล์ทอง ตราสัญลักษณ์ทองเหลืองหล่อ ท่อโช้กหน้าสีทอง เบาะหนังลายตาข่ายขนมเปียกปูน กระจกมองข้างแบบปลายบาร์ และล้อกลึงพิเศษ รถทั้ง 100 คันมีหมายเลขกำกับเฉพาะตัว พร้อมลายเซ็นจริงของ Winston Yeh และโปสเตอร์ดีไซน์พิเศษที่ตรงกับหมายเลขรถแต่ละคัน

คำพูดของ Winston Yeh เกี่ยวกับความร่วมมือครั้งนี้ มีความหมายมากกว่าตัวรถเสียอีก เขากล่าวว่า "แต่ก่อนเวลาพูดถึงการผลิตในไต้หวัน คนส่วนใหญ่จะนึกถึงความสามารถด้าน OEM ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญกว่าในความร่วมมือครั้งนี้ คือแบรนด์ระดับสากลไม่ได้มาขอให้เราทำตามไอเดียของคนอื่น แต่เลือกที่จะนำแบรนด์ ดีไซน์ และความงามของ Rough Crafts เข้าไปอยู่ในผลิตภัณฑ์ของพวกเขาเอง" เขากล่าวต่อว่า จากผลงานคัสตอมชิ้นหนึ่งที่ทำขึ้นในไต้หวัน สู่การขึ้นเวที Goodwood ที่แชมป์โลกขับขี่ด้วยตัวเอง จนพัฒนาสู่รุ่นลิมิเต็ดทางการจำนวน 100 คันทั่วโลก นี่แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่ไต้หวันส่งออกไม่ใช่แค่ความสามารถด้านการผลิตเท่านั้น แต่ยังสามารถเป็นดีไซน์ต้นฉบับและวัฒนธรรมแบรนด์ที่มีมูลค่าทางธุรกิจได้ด้วย

คำพูดนี้สะท้อนถึงน้ำหนักที่แท้จริงของข่าวนี้ได้เป็นอย่างดี รถคันหนึ่งที่เดินทางจากผลงานคัสตอมเฉพาะตัวสู่การเป็นสินค้าในไลน์ผลิตภัณฑ์ทางการของแบรนด์ สิ่งที่ก้าวข้ามไม่ใช่แค่สายการผลิต แต่คือเส้นแบ่งที่ว่า "ดีไซน์ของใครถูกนำไปใส่ในผลิตภัณฑ์ของใคร" ทั้งนี้เนื้อหาต้นฉบับไม่ได้ระบุข้อมูลการจำหน่ายและส่งมอบจริงในไต้หวันหรือตลาดอื่นๆ