เมื่อ 10 ปีก่อน การเพิ่มบัตรเครดิตเข้าไปในมือถือยังถือเป็นพฤติกรรมของคนชอบลองของใหม่ แต่ตอนนี้เวลาตั้งค่า iPhone หรือ Android เครื่องใหม่ ระบบแทบจะพาคุณไปยัดบัตรเข้า Apple Pay หรือ Google Wallet โดยตรง ผู้ใช้ Samsung ยังมีตัวเลือกเสริมอย่าง Samsung Pay ที่ผูกกับมือถือของตัวเองแน่นกว่า แต่ร้านค้าที่รองรับก็น้อยกว่า Google Wallet ตามหลักแล้วช่วงนี้ควรจะเป็นจังหวะที่ทุกคนโหวตให้เลิกพกบัตรจริงกันหมดแล้ว แต่สรุปข้อมูลของ Engadget กลับให้คำแนะนำที่ดูเหมือนอนุรักษ์นิยม นั่นคือติดตัวไว้สักหนึ่งใบพร้อมเงินสดสำรองไว้บ้าง

ความสะดวกของมันเห็นได้ชัดเจน การจ่ายเงินแบบแตะจ่ายเร็วกว่ารอเครื่องอ่านชิปทำงานจนจบขั้นตอนมาก แถมใส่บัตรหลายใบไว้ในมือถือเครื่องเดียว ก็สามารถสลับใช้บัตรตามเงินคืนที่ได้โดยไม่ต้องพกกระเป๋าสตางค์ทั้งใบติดตัว Apple Watch และสมาร์ทวอทช์ Android บางรุ่นก็จ่ายเงินผ่านการแตะข้อมือได้เลย สิ่งที่เก็บอยู่ในกระเป๋าเงินดิจิทัลก็ไม่ได้มีแค่บัตร ไม่ว่าจะเป็นตั๋วคอนเสิร์ต บัตรสมาชิกร้านค้า บอร์ดดิ้งพาส หรือคีย์การ์ดโรงแรม แค่แอปมีปุ่ม "เพิ่มลง Apple Wallet" หรือ "เพิ่มลง Google Wallet" ก็เก็บไว้ในที่เดียวกันได้หมด บางรัฐในสหรัฐฯ ยังใส่บัตรประชาชนดิจิทัลเข้าไปได้ด้วย ส่วนรถยนต์ที่รองรับก็ใช้มือถือแทนกุญแจรถได้เลย การชำระเงินออนไลน์ก็ใช้หลักการเดียวกัน แค่ใช้บริการอย่าง Apple Pay ก็จ่ายเงินเสร็จในขั้นตอนเดียว ไม่ต้องกรอกเลขบัตรกับข้อมูลติดต่อใหม่ทุกครั้งที่เข้าเว็บไซต์ใหม่
ความปลอดภัยตั้งอยู่บนระบบโทเค็น ไม่ใช่รหัสผ่าน

บัตรจริงถ้าถูกขโมยไป คนร้ายรูดใช้ได้ทันที การใช้จ่ายจำนวนน้อยหลายครั้งก็มักจะไม่มีการตรวจลายเซ็นด้วยซ้ำ แต่ถ้ามือถือถูกขโมย อย่างน้อยก็ยังต้องผ่านด่าน PIN ของเครื่อง หรือการสแกนใบหน้า/ลายนิ้วมือก่อน ยิ่งไปกว่านั้น การจ่ายเงินแบบแตะจ่ายก็เหมือนกับบัตรชิป คือทุกการทำธุรกรรมจะสร้างรหัสใช้ครั้งเดียว (tokenization) ต่อให้ข้อมูลถูกดักจับไปก็ใช้ไม่ได้ กระเป๋าเงินดิจิทัลยังสร้างเลขเฉพาะที่ไม่เกี่ยวข้องกับเลขบัตรจริงให้แต่ละบัตรอีกชั้นหนึ่งด้วย เท่ากับมีการป้องกันซ้อนอีกชั้น เวลาที่เครื่องอ่านชิปเสียจนต้องรูดแถบแม่เหล็กแทน คือจุดที่เสี่ยงต่อการถูกดักข้อมูลมากที่สุด แต่การแตะจ่ายด้วยมือถือช่วยข้ามความเสี่ยงนี้ไปได้เลย ถ้ามือถือหาย ก็แค่เข้าเว็บไปทำเครื่องหมายว่าอุปกรณ์นั้นสูญหาย แล้วปิดฟังก์ชันการจ่ายเงินเฉพาะเครื่องนั้นได้ทันที Apple Pay บนอุปกรณ์อื่นไม่ได้รับผลกระทบ แต่ถ้าบัตรจริงหาย ต้องแจ้งอายัดแล้วรอบัตรใหม่มาส่ง ระหว่างนั้นบัตรเก่าจะถูกระงับใช้งานทุกที่
นอกจากแบตหมดกับไม่มีสัญญาณแล้ว ความเสี่ยงจริงๆ คือการถูกหลอก

Apple Pay กับ Google Pay ยังทำงานได้แม้ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต แต่ต้องมีแบตเตอรี่เพียงพอ ข้อยกเว้นเดียวคือโหมด Express Mode ของ Apple Pay ที่ใช้กับกุญแจรถหรือบัตรโดยสารขนส่งสาธารณะ ยังแตะใช้งานได้แม้แบตหมด โดย Apple ระบุว่าใช้งานได้นานสุด "5 ชั่วโมง" แต่มีเงื่อนไขว่าแบตต้องหมดเองจนเครื่องดับ ถ้าปิดเครื่องเองไม่นับ ส่วนความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่แท้จริงของกระเป๋าเงินดิจิทัล Engadget ชี้ตรงประเด็นว่า ปัญหาส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากแพลตฟอร์มถูกเจาะระบบ แต่เป็นเพราะมีคนหลอกให้คุณโอนเงินออกไปเองผ่านฟังก์ชันอย่าง Apple Cash ในการใช้งานประจำวัน การใส่บัตรเครดิตแทนบัตรเดบิตเข้ากระเป๋าเงินดิจิทัลจะปลอดภัยกว่า เพราะถ้าบัตรเครดิตถูกขโมยไปใช้ อย่างน้อยก็ไม่กระทบเงินในบัญชีตัวเองทันที






