อุปกรณ์สวมศีรษะราคา 3,699 ดอลลาร์ กลับเลี้ยงทีมคอนเทนต์ของตัวเองไม่ไหว นี่คือสัญญาณที่ตรงไปตรงมาที่สุดจากการปลดพนักงานรอบนี้

ตามรายงานของ Mark Gurman นักข่าว Bloomberg ระบุว่า Apple ปลดพนักงานในสองทีมซอฟต์แวร์หลัก คือ Vision Pro และ Siri รวมประมาณ 200 คน แบ่งเป็นฝั่ง Vision Pro ราว 100 คน และฝั่ง Siri กับซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องอีกราว 100 คน สำหรับฝั่ง Vision Pro การปลดพนักงานกระจุกตัวอยู่ที่ทีมเกมและวิดีโอแบบ immersive ซึ่งเป็นสองฟีเจอร์ที่ถูกนำมาโชว์บ่อยที่สุดนับตั้งแต่เปิดตัวอุปกรณ์สวมศีรษะรุ่นนี้

รายงานระบุว่า Apple ประเมินแล้วว่าต้นทุนการผลิตวิดีโอแบบ immersive นั้นสูงเกินไป ขณะที่ฐานผู้ใช้ Vision Pro ยังมีจำกัด ไม่สามารถรองรับการลงทุนต่อเนื่องได้ อุปกรณ์รุ่นนี้นับตั้งแต่วางจำหน่ายในปี 2024 ก็ถูกจำกัดด้วยราคาที่สูงลิ่วและประสบการณ์การใช้งาน ทำให้ไม่สามารถเจาะตลาดได้สำเร็จ

ตรรกะการปลดพนักงานฝั่ง Siri นั้นแตกต่างออกไป โดยเป้าหมายคือทีม Siri assistant เวอร์ชันเก่า เมื่อ iOS 27 เปิดตัว Siri AI เวอร์ชันใหม่ที่สร้างบนพื้นฐาน LLM สิ่งที่ Apple ต้องการคือบุคลากรที่มีพื้นฐานเทคนิคแบบอื่น ทำให้บทบาทของทีมเดิมถูกลดขนาดลง

Apple ยืนยันต่อสาธารณะว่ากำลังปลดพนักงานและปรับโครงสร้างองค์กร โดยแถลงการณ์ระบุว่า "แม้เราจะสร้างตำแหน่งงานใหม่เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงนี้ แต่ก็ส่งผลกระทบต่อตำแหน่งงานเดิมบางส่วนด้วย เราขอบคุณสำหรับการทุ่มเทของเพื่อนร่วมงานเหล่านี้ และให้คำมั่นว่าจะให้ความช่วยเหลือในช่วงเปลี่ยนผ่าน รวมถึงโอกาสในการสมัครตำแหน่งงานอื่นๆ ภายในบริษัท"

การปรับเปลี่ยนครั้งนี้ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดดๆ รองประธาน Apple ที่ดูแล Vision Pro เพิ่งลาออกไปร่วมงานกับ OpenAI ก่อนหน้านี้ก็มีข่าวว่า Apple ได้ดึงทีมที่เดิมพัฒนา Vision Pro รุ่นถัดไป ไปช่วยสนับสนุนโครงการแว่นอัจฉริยะ AR ที่มีข่าวลือ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ทรัพยากรของ Apple กำลังเคลื่อนย้ายจากอุปกรณ์สวมศีรษะแบบ immersive ไปสู่รูปแบบแว่นอัจฉริยะที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาคอนเทนต์เกมและวิดีโอ

รายงานของ Gurman ยังระบุด้วยว่า Apple ได้บอกพนักงานว่า Vision Pro และ VisionOS จะไม่หายไปไหน โดยรุ่นใหม่คาดว่าจะเปิดตัวเร็วที่สุดในปี 2028 แต่เมื่อบริษัทหันไปทุ่มความสนใจให้กับแว่นอัจฉริยะที่ไม่รองรับวิดีโอแบบดื่มด่ำ (immersive) และไม่ได้เน้นเรื่องเกมเป็นหลัก การที่ทีมเกมและวิดีโอถูกยุบก็แทบจะเป็นผลลัพธ์ที่คาดเดาได้อยู่แล้ว ทาง Engadget ได้ติดต่อสอบถาม Apple เพื่อขอความเห็นแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการตอบกลับเพิ่มเติมแต่อย่างใด