ขอเล่าสถานการณ์ที่ไม่เข้ากันแบบที่พบบ่อยก่อน: คุณจ่ายเงินซื้อหูฟังที่รองรับ LDAC มาต่อกับ iPhone สุดท้ายกลับใช้ได้แค่ AAC ตลอดทั้งการใช้งาน ไม่ใช่เพราะหูฟังเสีย แต่เพราะอุปกรณ์ของ Apple รองรับแค่ codec สองแบบคือ AAC กับ SBC เท่านั้น ไม่ว่าโปรโตคอลการส่งข้อมูลอื่นจะสวยหรูแค่ไหน ฝั่งมือถือก็ไม่เปิดให้ใช้อยู่ดี เรื่องนี้เกิดขึ้นบ่อยกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด และเป็นคำอธิบายว่าทำไม "หูฟังแพงไม่ได้แปลว่าคุณภาพเสียงจะดีขึ้นเสมอไป"
Codec ชื่อเต็มมาจาก coder บวก decoder พูดง่ายๆ คือวิธีการสื่อสารที่ใช้ส่งข้อมูลเสียงจากมือถือไปยังหูฟังหรือลำโพง บลูทูธเองมีขีดจำกัดของแบนด์วิดท์ อยู่ที่ประมาณ 2Mbps ปัจจุบันยังไม่มีอุปกรณ์บลูทูธตัวไหนที่ทำ true lossless ได้โดยไม่ต้องพึ่ง Wi-Fi ร่วมด้วย codec ทุกแบบต้องหาทางอยู่ใต้เพดานนี้ ความแตกต่างอยู่ที่วิธีบีบอัดและสิ่งที่ต้องยอมแลก
การตัดสินว่า codec ไหนดีหรือไม่ดี ให้ดูจากตัวเลขสามตัว: บิตเรต (bit rate ปริมาณข้อมูลที่ส่งต่อวินาที) ความลึกบิต (bit depth ส่งผลต่อช่วงไดนามิกของเสียง) และอัตราสุ่มตัวอย่าง (sample rate จำนวนครั้งที่จับภาพสแนปช็อตเสียงต่อวินาที ค่า 44.1kHz ที่พบทั่วไปในอุตสาหกรรมเพลงหมายถึงการสุ่มตัวอย่าง 44,100 ครั้งต่อวินาที) ตัวเลขทั้งสามนี้ยิ่งสูง ในทางทฤษฎีก็ยิ่งเก็บรักษาคุณภาพเสียงต้นฉบับได้มากขึ้น
มาดูสเปกของ codec ที่พบบ่อยกัน: SBC รุ่นพื้นฐานสูงสุด 345kbps, 16bit, 48kHz เป็นค่าเริ่มต้นที่อุปกรณ์บลูทูธทุกเครื่องรองรับ ส่วน AAC กลับมีแค่ 264kbps, 44.1kHz บิตเรตต่ำกว่า SBC แต่อัลกอริทึมซับซ้อนกว่า ประสิทธิภาพการบีบอัดจริงไม่แพ้ SBC เลย ไล่ขึ้นไป AptX HD พุ่งถึง 576kbps, 24bit ส่วน AptX Adaptive กับ LDAC ต่างก็ทำอัตราสุ่มตัวอย่างได้ถึง 96kHz โดย LDAC มีบิตเรตสูงสุด 990kbps AptX Lossless ตอนนี้ตัวเลขสูงที่สุดคือ 1.2Mbps ส่วน LC3 บิตเรตไม่ได้โดดเด่นนัก แค่ 345kbps แต่ความลึกบิตดันขึ้นไปถึง 32bit ซึ่งลึกที่สุดในรายการนี้

มีกับดักที่คนมักมองข้าม: ค่าสูงสุดในตารางสเปกไม่เท่ากับค่าที่ได้ยินจริง LDAC, AptX Adaptive, AptX Lossless, LHDC, LC3 ทั้งหมดนี้ใช้บิตเรตแบบแปรผัน ที่ปรับอัตโนมัติตามความแรงของสัญญาณ เมื่อสัญญาณไม่เสถียรก็จะไม่ได้สเปกเต็มพิกัด ผู้ผลิตเองก็มักจำกัดตัวเลขไว้เอง เช่น SBC ในทางทฤษฎีสูงสุด 345kbps แต่หลายอุปกรณ์กดลงมาเหลือ 256kbps ด้วยเหตุผลเรื่องประหยัดพลังงาน พูดอีกอย่างคือ codec ที่ระดับสูงกว่ามักกินไฟมากกว่าด้วย ไม่จำเป็นต้องเหมาะกับการใส่ฟังทั้งวัน
สลับใช้เองบน Android
อุปกรณ์ Apple ไม่มีตัวเลือกให้ปรับ แต่ Android ทำได้ เปิดบลูทูธและเชื่อมต่อหูฟังให้เรียบร้อยก่อน จากนั้นเข้าไปที่การตั้งค่า เลือก "เกี่ยวกับโทรศัพท์" หา "ข้อมูลซอฟต์แวร์" แล้วแตะที่ "หมายเลขบิลด์" ติดต่อกัน 7 ครั้งเพื่อปลดล็อกตัวเลือกสำหรับนักพัฒนา กลับไปที่เมนูการตั้งค่าแล้วหาตัวเลือกสำหรับนักพัฒนาที่เพิ่งปลดล็อกมา ค้นหาคำว่า codec เลือกตัวเลือกตัวแปลงสัญญาณเสียงบลูทูธ (Bluetooth Audio Codec) แล้วกดเข้าไปอีกครั้งก็จะสามารถเลือก codec ที่ต้องการใช้และกดยืนยันได้เลย ถ้าไม่อยากวนเข้าเมนูให้ยุ่งยาก ก็มีแอปชื่อ Bluetooth Codec Changer ที่พัฒนาโดย AmrG DEV ให้ใช้แทนได้ ยังตั้งค่าโหมดเสียงแยกกันสำหรับการโทรและการฟังเพลงได้ด้วย แต่ฟังก์ชันขั้นสูงบางอย่างต้องสมัครสมาชิกแบบเสียเงิน
ความจริงข้อสุดท้าย: ความแตกต่างของคุณภาพเสียงที่หูมนุษย์แยกแยะได้ พอถึงจุดหนึ่งก็จะเริ่มลดทอนลง ต่อให้ตัวเลขสเปกสูงขึ้นไปอีก ส่วนใหญ่ก็แทบฟังไม่ออกความต่างอยู่ดี แต่กลับกลายเป็นแบตเตอรี่ที่ต้องเสียสละไปก่อน เรื่องการเลือก codec จึงไม่ควรดูแค่ว่าตัวเลขในสเปกใครสูงกว่ากัน แต่ควรเช็กก่อนว่ามือถือกับหูฟังของเราเข้ากันได้จริงในระดับไหน






