แชสซีส์เดียวกัน สามารถกลายเป็นทั้งสัตว์ประหลาดแห่งสนามแข่ง และงานประติมากรรมล้วนๆ ได้ในคราวเดียวกัน ครั้งนี้ Bugatti เลือกทำแบบหลังให้กับลูกค้าเพียงรายเดียว

Destrier คือรุ่น one-off คันที่สามจากแผนก Bugatti Programme Solitaire ต่อจาก Brouillard ที่เปิดตัวเมื่อสิงหาคมปีที่แล้ว และ F.K.P. Hommage เมื่อต้นปีนี้ รถคันนี้ยืมแชสซีส์มาจาก Bolide พร้อมเครื่องยนต์ W16 ควอดเทอร์โบตัวเดิม แรงม้า 1,578 ตัวยังคงอยู่ครบ แต่ชุดแต่งแอโรไดนามิกทั้งชุดที่ Bolide แบกไว้เพื่อสร้างแรงกดสำหรับการแข่งขันนั้นถูกถอดออกจนหมด

Bugatti เองดึงเรื่องนี้ย้อนกลับไปในยุค 1930s: แชสซีส์ Type 57 ตัวเดียวกัน เคยให้กำเนิดรถสองขั้วที่สุดขั้ว—ทั้งรุ่นที่เกิดมาเพื่อสนามแข่งอย่าง Type 57C "Tank" ที่คว้าแชมป์ 24 Hours of Le Mans ปี 1939 และรุ่นที่หลายคนมองว่าเป็นต้นแบบแห่งงานออกแบบล้วนๆ ไม่สนใจฟังก์ชัน สนใจแต่รูปทรงอย่าง Type 57SC Atlantic ทีมออกแบบนำความสัมพันธ์ระหว่าง Destrier กับ Bolide มาเทียบเคียงกับประวัติศาสตร์ตระกูลนี้ Frank Heyl ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบกล่าวว่า Bolide มอบ "สัดส่วนตัวถังที่สุดขั้วที่สุดเท่าที่เคยมีมา" ให้กับพวกเขา และเมื่อปลดปล่อยสัดส่วนเหล่านั้นออกจากพันธนาการของแรงกด มันก็สามารถ "พูดในฐานะประติมากรรมล้วนๆ" ได้ในที่สุด เขายังคาดการณ์ว่าอีกห้าสิบปีข้างหน้า Destrier จะปรากฏตัวบนสนามหญ้าในงานประกวดรถคลาสสิก—นี่เป็นความเห็นส่วนตัวของนักออกแบบ เวลาเท่านั้นที่จะพิสูจน์ได้ว่าจะเป็นจริงหรือไม่

ชื่อ Destrier มาจากม้าศึกที่แข็งแกร่งที่สุดชนิดหนึ่งในยุคอัศวินยุคกลาง และภาพลักษณ์นี้ก็ซ่อนอยู่ในด้านข้างตัวถังจริงๆ: เส้นสายกล้ามเนื้อที่ทับซ้อนกันสร้างความตึงแบบสะโพกหลังม้าที่กำลังวิ่ง ตัวถังใช้สีน้ำเงินเฉพาะที่เรียกว่า Sapphire Celeste ซึ่งภายใต้แสงจะให้ความรู้สึกเปียกวาวราวกับผิวม้าหลังจากวิ่งเต็มที่ เอกลักษณ์ของ Bugatti อย่างเส้น C-line และกระจังหน้ารูปเกือกม้ายังคงอยู่ เพียงแต่ช่องเปิดของกระจังหน้าใหญ่กว่า Bolide ความสูงตัวรถอยู่ที่ราว 3 ฟุตเท่านั้น ทางแบรนด์ระบุว่า "เตี้ยกว่า Bugatti รุ่นใดๆ ที่เคยมีมา" ล้อหน้าขนาด 20 นิ้ว ล้อหลัง 21 นิ้ว ใหญ่กว่าล้อ 18 นิ้วของ Bolide หนึ่งไซส์ ชิ้นส่วนโครเมียมในห้องเครื่องได้รับการตกแต่งผิวแบบตีขึ้นรูปด้วยมือ (hammered) โดยเฉพาะ เพื่อสะท้อนถึงงานฝีมือการตีชุดเกราะในยุคกลาง—รายละเอียดนี้ยังต่อเนื่องไปถึงภายในห้องโดยสารด้วย

ภายในใช้หนังสองชนิด สีหลักคือสีน้ำตาลที่เรียกว่า "Ambre Voyageur" จับคู่กับวัสดุที่ Bugatti เรียกว่า "ผ้าถักแบบ 3D ขั้นสูง" ซึ่งถักสอดด้วยเส้นลวดทองแดง Sabine Consolini ผู้ดูแลด้านสีสันและวัสดุ กล่าวในแถลงการณ์อย่างตรงไปตรงมาว่า "ไม่มีพื้นผิวไหนเลยที่ทำขึ้นเพื่อความหวือหวา ทุกพื้นผิวถูกวัดสัดส่วนอย่างพิถีพิถัน คำนึงถึงสัมผัส และทำขึ้นเพื่อคนเพียงคนเดียวเท่านั้น" คำพูดนี้ในแง่หนึ่งก็คือเหตุผลของการมีอยู่ของ Programme Solitaire—ไม่ใช่การสร้างรุ่นใหม่ แต่คือการฝึกฝนงานสั่งทำพิเศษสุดขั้วสำหรับลูกค้าเพียงรายเดียว

Destrier จะเปิดตัวครั้งแรกในวันที่ 14 สิงหาคม ที่งาน The Quail, a Motorsports Gathering จากนั้นจะปรากฏตัวในงาน Pebble Beach Concours d'Elegance วันที่ 16 สิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนสัปดาห์ Monterey Car Week ทางตอนเหนือของแคลิฟอร์เนีย โดย Bugatti เลือกเปิดตัวออนไลน์ก่อน ถือเป็นการเฉลยความลับล่วงหน้า ทั้งนี้ยังไม่มีการเปิดเผยราคาหรือว่ารถได้ถูกส่งมอบให้เจ้าของแล้วหรือยัง

ถอดชุดแอโรฯ ทิ้ง Bugatti Destrier เปลี่ยนโครงสร้าง Bolide ให้กลายเป็นงานประติมากรรม
ถอดชุดแอโรฯ ทิ้ง Bugatti Destrier เปลี่ยนโครงสร้าง Bolide ให้กลายเป็นงานประติมากรรม
ถอดชุดแอโรฯ ทิ้ง Bugatti Destrier เปลี่ยนโครงสร้าง Bolide ให้กลายเป็นงานประติมากรรม
ถอดชุดแอโรฯ ทิ้ง Bugatti Destrier เปลี่ยนโครงสร้าง Bolide ให้กลายเป็นงานประติมากรรม
ถอดชุดแอโรฯ ทิ้ง Bugatti Destrier เปลี่ยนโครงสร้าง Bolide ให้กลายเป็นงานประติมากรรม
ถอดชุดแอโรฯ ทิ้ง Bugatti Destrier เปลี่ยนโครงสร้าง Bolide ให้กลายเป็นงานประติมากรรม