การเก็บกุญแจรถไว้ในมือถือ ฟังดูเหมือนช่วยตัดปัญหาไปได้ครึ่งหนึ่ง — ไม่ต้องล้วงกระเป๋าหากุญแจ ไม่ต้องพกพวงกุญแจขนาดเท่า fob ติดตัวเพิ่ม สำหรับ iPhone ใช้ Apple Wallet ส่วน Android ใช้ Google Wallet ขณะที่ Samsung ก็มีเทคโนโลยีกุญแจดิจิทัลของตัวเอง เมื่อจับคู่กับรถรุ่นที่รองรับ การล็อครถ ปลดล็อค หรือแม้แต่สตาร์ทเครื่องยนต์ก็ทำได้ผ่านมือถือทั้งหมด ระบบนี้อ้างอิงมาตรฐานที่ Car Connectivity Consortium วางไว้ตั้งแต่ปี 2018 ในแง่เทคโนโลยีจึงไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่พอเริ่มแพร่หลายเข้าสู่การใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน คำถามสมมติอย่าง "มือถือแบตหมดแล้วเปิดรถไม่ได้" ก็เริ่มกลายเป็นเรื่องที่ต้องคิดจริงจังขึ้นมา

กุญแจดิจิทัลใช้เทคโนโลยี Ultra-Wideband (UWB) หรือ Near Field Communication (NFC) โดยรถจะต้องตรวจจับได้ว่ามือถืออยู่ในระยะใกล้จริงๆ ถึงจะปลดล็อคได้ ทำให้ไม่เสี่ยงต่อการถูกโจมตีแบบรีเลย์สัญญาณเพื่อขยายระยะจนขโมยรถได้ง่ายเหมือน fob แบบดั้งเดิม แต่ความเสี่ยงก็เปลี่ยนรูปแบบไปแทน นั่นคือถ้ามือถือหายหรือถูกขโมย ก็เท่ากับกุญแจตกไปอยู่ในมือคนอื่นด้วย ค่ายรถส่วนใหญ่จะมีการเพิ่มชั้นการยืนยันตัวตนซ้อนไปกับกุญแจดิจิทัล เพื่อป้องกันไม่ให้คนแปลกหน้าหรือแม้แต่ลูกที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะในบ้านหยิบมือถือไปขับรถออกไปได้ง่ายๆ แต่ทั้งหมดนี้มีเงื่อนไขว่าเจ้าของรถต้องดูแลความปลอดภัยของมือถือตัวเองให้ดีด้วย ไม่ว่าจะเป็นการยืนยันตัวตนสองชั้น รหัสผ่านที่ซับซ้อน หรือฟีเจอร์ลบข้อมูลจากระยะไกล ล้วนเป็นสิ่งพื้นฐานที่ควรมี ยกตัวอย่าง iPhone แค่ทำเครื่องหมายว่าอุปกรณ์สูญหาย ระบบ Apple CarKey ก็จะล็อคการใช้งานโดยอัตโนมัติทันที บางระบบยังมีตัวเลือกให้ใช้อุปกรณ์เครื่องที่สองระงับการทำงานของกุญแจดิจิทัลชั่วคราว จนกว่าจะหามือถือที่หายเจอ







