"Macklemore coming off tour was the promoter's decision, it was not mine." Ed Sheeran เลือกช่วงเวลาหลังกระแสวิพากษ์วิจารณ์ยืดเยื้อมาหนึ่งสัปดาห์ ใช้ประโยคตรงไปตรงมานี้ตอบโต้ข้อสงสัยที่พุ่งเข้าใส่เขา
เหตุการณ์เริ่มต้นจากคำพูดของ Macklemore ในช่วงเปิดทัวร์อเมริกาของ Sheeran ที่เขาเรียกร้องว่า "มนุษย์ทุกคนควรได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมและมีศักดิ์ศรี" พร้อมตะโกน "Free Palestine" คำพูดนี้จุดกระแสประท้วงจาก Israeli-American Council อย่างรวดเร็ว โดยกล่าวหาว่าเขาใช้เวทีเพื่อ "ผลักดันจุดยืนทางการเมืองฝ่ายเดียว" ต่อมา Macklemore ออกมาตอบโต้ ย้ำว่าการเรียกร้องความเท่าเทียม "ไม่ควรเป็นเรื่องที่สร้างข้อโต้แย้ง"
ต่อมาผู้จัดทัวร์ Messina Touring Group ยืนยันว่า Macklemore ถูกถอดออกจากทีมศิลปินแล้ว โดยให้เหตุผลว่าสนามจัดงานบางแห่งระบุว่า "จะไม่อนุญาตให้ Macklemore ปรากฏอยู่ในรายชื่อศิลปินที่แสดง" ด้าน Robert Kraft เจ้าของทีม New England Patriots และสนาม Gillette Stadium ก็ออกมาชี้แจงจุดยืนต่อสาธารณะ ระบุว่าตนเอง "เห็นด้วยกับ Macklemore" ในหลายประเด็น แต่คำพูดดังกล่าวขัดแย้งกับคำมั่นระยะยาวของสนามที่จะ "มอบสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรแก่แขกทุกคน โดยไม่เปิดเวทีให้กับคำพูดที่สร้างความเกลียดชัง"
ส่วน Macklemore ออกแถลงการณ์ระบุว่าตัวเขาเองไม่ใช่ผู้เสียหาย "ผู้เสียหายคือชาวปาเลสไตน์ ทั้งชาย หญิง และเด็กที่ถูกสังหาร อดอยาก พลัดถิ่น และถูกบังคับให้เผชิญความรุนแรงที่ไม่อาจจินตนาการได้" เขายังเรียก Sheeran ว่าเป็น "เพื่อน" พร้อมบอกว่าอีกฝ่าย "ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากมาก" ในช่วงเวลานั้น
คำตอบของ Sheeran ผ่าน Instagram ถือเป็นคำชี้แจงจากปากคำโดยตรงที่ครบถ้วนที่สุดในเหตุการณ์นี้จนถึงตอนนี้ เขาเริ่มต้นด้วยการบอกว่าตน "ตกใจ" กับความขัดแย้งอิสราเอล-ปาเลสไตน์ และมองว่า "ความเจ็บปวด" ที่ทั้งสองฝ่ายต้องเผชิญเป็น "โศกนาฏกรรม" เขาอธิบายว่าที่เชิญ Macklemore มาร่วมทัวร์เพราะ "เคารพในความเป็นศิลปิน" ของเขา ก่อนที่ทีมงานจะแจ้งภายหลังว่าการแสดงหลายรอบอาจถูกยกเลิกเพราะคำพูดของ Macklemore
"ผมพยายามสื่อสารกับสนามจัดงานตลอดทั้งสัปดาห์ พยายามสร้างสะพานเชื่อม" Sheeran เขียน "หนึ่งในนั้นคือ Robert Kraft ผมยังคุยตรงกับผู้จัดทัวร์และผู้สนับสนุนจุดยืนของทั้งสองฝ่าย เพื่อหาทางออกที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ แต่การตัดสินใจของสนามและผู้จัดงานถือเป็นที่สิ้นสุด" เขาย้ำว่า Macklemore เป็นคู่สัญญากับผู้จัดทัวร์ ไม่ใช่กับตัวเขาเอง "ผมจะไม่ทำให้แฟนๆ ที่วางแผนมาดูการแสดงต้องผิดหวัง และจะไม่ทิ้งทีมงานทัวร์และศิลปินร่วมงานคนอื่นๆ ที่ต้องพึ่งพารายได้จากผม"
เมื่อถูกถามว่าทำไมเขาไม่ออกมาแสดงจุดยืนต่อสาธารณะ Sheeran อธิบายว่าเป็นการเลือกโดยตั้งใจ "ผมเลือกที่จะไม่พูดถึงความขัดแย้งอันเลวร้ายนี้ต่อสาธารณะ เพื่อที่จะได้ใช้แพลตฟอร์มและดนตรีของผม รวมผู้คนจากพื้นเพและวัฒนธรรมที่แตกต่างกันเข้าไว้ด้วยกัน" ให้การแสดงเป็น "พื้นที่แห่งความสามัคคี ความสุข การหลีกหนีจากความเป็นจริง ความรัก และเป็นที่ที่ทุกคนรู้สึกได้รับการต้อนรับ" เขาย้ำว่า "ผมไม่ใช่ผู้สมรู้ร่วมคิด...การที่ผมเลือกไม่พูดต่อสาธารณะ ไม่ได้แปลว่าผมไม่มีจุดยืน และไม่ได้แปลว่าผมไม่แคร์ มันไม่ได้แปลว่าผมไม่ได้สนับสนุนบางประเด็นในแบบของผมเองด้วย"
"คนที่มาดูการแสดงของผม ไม่ได้คาดหวังจะมาเจอเวทีถกเถียงทางการเมือง" เขาเขียน "ผมเลือกใช้ชื่อเสียงและแพลตฟอร์มของตัวเอง เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยและเป็นที่พักพิง รักษาบทสนทนาให้เปิดกว้างแทนที่จะปิดกั้น ถ้าเราสนใจแค่ว่าใครตะโกนดังที่สุด สิ่งต่างๆ จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง การเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมีได้มากกว่าหนึ่งวิธี" ท้ายที่สุดเขาระบุว่า ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาเขาพยายาม "สร้างสะพานเชื่อมและหาทางออก" แต่สุดท้าย "ก็ทำไม่สำเร็จ"
ข้อพิพาทนี้ยังทำให้เหล่าศิลปินคนอื่นๆ ออกมาเลือกข้างกันอย่างชัดเจน P!nk ได้แชร์โพสต์จากองค์กร StopAntisemitism พร้อมกล่าวหาว่า Macklemore "กล่าวหาการกระทำของอิสราเอลว่าเป็น 'การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์' อันเป็นเท็จ เปลี่ยนงานอีเวนต์กระแสหลักให้กลายเป็นพายุการเมืองที่พุ่งเป้าโจมตีชาติยิว" ส่วน Boy George ก็โพสต์ภาพที่สร้างด้วย AI ลง Instagram เป็นภาพ Sheeran สวมเสื้อยืดที่มีข้อความว่า "Wkack Mack No More" พร้อมทั้งระบุใน X ว่าตัวเอง "ไม่เคยเป็นแฟนคลับของ Ed Sheeran มาก่อน และตอนนี้ก็ยังไม่เปลี่ยนใจ" ด้าน Chris Shiflett มือกีตาร์วง Foo Fighters ออกมาสนับสนุนคำพูดบนเวทีของ Macklemore โดยเขียนใน X ว่า "ผมถูกบอกให้ 'หุบปากแล้วเล่นดนตรีไป' อยู่ตลอด แต่ผมไม่ยอมรับกฎแบบนั้น"