ผู้เขียนค้นพบเรื่องนี้ด้วยความรู้สึกเขินอยู่พอสมควร เขาใช้ฟีเจอร์แบ็คอัพในตัวของ WhatsApp เก็บประวัติแชทไว้ใน Google Drive มาตลอด ขณะเดียวกันก็ใช้ Google Photos แบ็คอัพทุกโฟลเดอร์ในเครื่องด้วย ปัญหาคือตัวเลือก "แบ็คอัพทุกโฟลเดอร์" ของ Google Photos ดันไปแบ็คอัพโฟลเดอร์ที่ WhatsApp เก็บรูปและวิดีโอไว้ด้วย เท่ากับไฟล์มีเดียชุดเดียวกันถูกเก็บซ้ำสองที่ ทั้งใน Drive และใน Photos ซึ่งกินพื้นที่ในแพ็กเกจ Google One ขนาด 5TB ของเขาไปพร้อมกันทั้งสองฝั่ง
เรื่องนี้ไม่ใช่กรณีพิเศษเฉพาะตัว Google รวมพื้นที่ของ Gmail, Drive และ Photos ไว้ในโควตาบัญชีเดียวกันทั้งหมด ผู้ใช้ฟรีได้พื้นที่เริ่มต้นแค่ 15GB แค่เผลอนิดเดียวก็อาจถูกดันให้ไปซื้อแพ็กเกจถัดไป แอปไหนก็ตามที่เก็บมีเดียไว้ในเครื่องแล้วคุณดันไปแบ็คอัพขึ้นคลาวด์ซ้ำอีกที ก็มีสิทธิ์เจอปัญหาแบบเดียวกันนี้ได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น Signal, Telegram หรือ Discord ก็เข้าข่ายเหมือนกัน
เคลียร์ขยะก่อน ค่อยพูดเรื่องแบ็คอัพ

คำแนะนำของผู้เขียนตรงไปตรงมามาก คือของที่กองอยู่ในแอปแชทส่วนใหญ่ลบทิ้งได้สบายๆ ใครจะอยากเก็บ GIF มีมที่ส่งต่อกันซ้ำๆ ในกลุ่มเพื่อนมาตั้งแต่สมัย Twitter สิบปีก่อนไว้ทำไม รูปลูกที่ญาติส่งมาก็น่ารักก็จริง แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเก็บทุกใบจนกินพื้นที่ ลบในเครื่องรอบหนึ่งก่อนแบ็คอัพ เท่ากับประหยัดทั้งพื้นที่ในเครื่องและพื้นที่คลาวด์ไปพร้อมกัน คุ้มกว่าเดิมสองเท่า
เคลียร์เสร็จแล้วอย่าลืมย้อนกลับไปลบไฟล์เก่าที่ตรงกันใน Google Photos ด้วย เพราะแค่ปิดการแบ็คอัพโฟลเดอร์ ไม่ได้ทำให้รูปที่อัพไปแล้วบนคลาวด์หายไปเองอัตโนมัติ แถม Google เองก็ดูจะยินดีให้รูปพวกนี้อยู่ต่อไปด้วยซ้ำ อย่างแรกคือเอาไปป้อนเทรน Gemini AI ได้ อย่างที่สองคือยิ่งพื้นที่เต็มเร็วเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งรีบอัพแพ็กเกจแบบเสียเงินเร็วเท่านั้น
ในแบ็คอัพข้อมูลแอปซ่อนของที่คุณแทบไม่ได้ใช้เลย

หลังจากจัดการเรื่องมีเดียซ้ำซ้อนแล้ว ผู้เขียนก็ไปตรวจรายการแบ็คอัพข้อมูลแอปต่อ โดยเข้าไปที่ส่วน Google ในการตั้งค่า Android หรือแอป Google One แล้วกดเข้า "Other device data" เลื่อนลงไปที่ "App data" แล้วกด "Show more" พอรายการเปิดออกมาเขาถึงกับตกใจ เพราะแอปอย่าง CPU-Z ที่มีหน้าที่แค่แสดงข้อมูลประสิทธิภาพเครื่องแบบเรียลไทม์, แอปจูนกีตาร์, VLC, เครื่องมือดีบั๊ก Google TV ที่เขาใช้ side-load แอปลงกล่องทีวี ทั้งหมดนี้ต่างก็แอบแบ็คอัพข้อมูลอยู่เงียบๆ ทั้งที่ไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าข้อมูลพวกนั้นคืออะไร
อีกกลุ่มหนึ่งคือแอปที่แบ็คอัพข้อมูลตัวเองไว้ที่อื่นอยู่แล้ว อย่างแอปโน้ต Joplin ของผู้เขียนที่ตั้งค่าแบ็คอัพไปที่ Dropbox อยู่แล้ว หรือหูฟัง Sony WH-1000XM5 ที่เก็บการตั้งค่าไว้บนเซิร์ฟเวอร์ของ Sony เอง ทั้งสองตัวนี้เขาปิดการแบ็คอัพผ่าน Google ทิ้งไปเลย ส่วนแอปอย่าง Bluesky หรือ Reddit ที่แค่ล็อกอินก็กู้ข้อมูลกลับมาได้ทั้งหมดอยู่แล้วก็ไม่จำเป็นต้องแบ็คอัพเพิ่ม Android Auto ก็โดนปิดเช่นกัน ด้วยเหตุผลที่ตรงไปตรงมามาก คือรถที่เขาขับเป็น Subaru Crosstrek ปี 2015 ซึ่งระบบในรถไม่รองรับ Android Auto อยู่แล้ว แม้แต่ชุดไอคอน (icon pack) ก็ยังแอบแบ็คอัพอยู่เงียบๆ จุดนี้แม้แต่ผู้เขียนเองก็ยังรู้สึกว่ามันเกินไป
ต่อให้บางแอปแบ็คอัพแค่ไฟล์การตั้งค่าหรือ token ล็อกอินไม่กี่ MB ผู้เขียนก็เลือกที่จะปิดทิ้งทั้งหมด เพราะเวลาเปลี่ยนเครื่องใหม่ เขายอมล็อกอินและตั้งค่าใหม่ทั้งหมดดีกว่า ด้วยเหตุผลว่าการแบกภาระแบ็คอัพจากเครื่องเก่าติดไปเครื่องใหม่ มักจะสร้างปัญหาจุกจิกที่คาดเดาไม่ได้ตามมาอีกเพียบ






