ไม่ใช่คืนพายุฝน ไม่ใช่ช่วงพีคของการเมาแล้วขับ วันที่เกิดอุบัติเหตุมากที่สุดกลับเป็นวันที่อากาศแจ่มใส ผู้ขับขี่มีสติครบถ้วน และในรถมีคนเดียว—แถมยังบังเอิญเป็นวันที่อัลบั้มดังอัลบั้มหนึ่งวางขายพอดี

ทีมวิจัยจาก Harvard Medical School เปรียบเทียบข้อมูลจากระบบวิเคราะห์อุบัติเหตุจราจรถึงแก่ชีวิตของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ (FARS) ที่มีอุบัติเหตุถึงแก่ชีวิตรวม 233,809 ครั้งระหว่างปี 2017-2022 กับชาร์ตรายวันของ Spotify พวกเขาเลือก 10 อัลบั้มที่มียอดสตรีมสูงสุดในวันเดียว จากศิลปินอย่าง Taylor Swift และ Drake ซึ่งวันแรกที่อัลบั้มเหล่านี้วางขาย ยอดสตรีมทั่วสหรัฐฯ พุ่งขึ้นถึง 43% วิธีวิจัยคือนำอัตราการเกิดอุบัติเหตุในวันวางขายมาเปรียบเทียบกับ 10 วันก่อนหน้าและหลังจากนั้น

ผลปรากฏว่า ใน 10 วันที่อัลบั้มวางขายนี้ ทั่วสหรัฐฯ มีอุบัติเหตุถึงแก่ชีวิตเพิ่มขึ้นรวมประมาณ 182 ครั้ง เฉลี่ยวันวางขายละ 18.2 ครั้ง ทีมวิจัยคาดว่าสาเหตุอาจมาจากการที่ผู้ขับขี่พยายามหาชื่อเพลงในอัลบั้มใหม่ที่ยังไม่คุ้นเคย เลื่อนแถบเล่นเพลง ตรวจสอบว่าเพลงถัดไปคือเพลงอะไร—พฤติกรรมเหล่านี้แต่ก่อนทำผ่านมือถือ แต่ปัจจุบันเกิดขึ้นบ่อยขึ้นเรื่อยๆ บนหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ในรถยนต์

อากาศแจ่มใส สติครบ ขับคนเดียว กลับอันตรายที่สุด

โดยทั่วไปเรามักเข้าใจว่าอุบัติเหตุมักพุ่งสูงในเวลากลางคืนหรือสภาพอากาศเลวร้าย แต่งานวิจัยนี้พบว่า อุบัติเหตุถึงแก่ชีวิตที่เกี่ยวข้องกับช่วงพีคของการสตรีมเพลง ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในวันที่อากาศแจ่มใส การขับขี่ตอนกลางคืนและสภาพอากาศเลวร้ายไม่ได้ทำให้อัตราการเสียชีวิตในวันเหล่านี้เพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ ที่สวนทางกับความเข้าใจทั่วไปยิ่งกว่าคือปัจจัยเรื่องแอลกอฮอล์ ผู้ขับขี่ที่มีสติครบถ้วนในวันอัลบั้มวางขายมีจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 13.9 คนหลังปรับค่า ในขณะที่อุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับการดื่มแอลกอฮอล์กลับไม่พบการเพิ่มขึ้นในลักษณะเดียวกัน ทีมวิจัยคาดว่า ผู้ขับขี่ที่อยู่ในสภาพอากาศดีและมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน อาจปล่อยใจการ์ดตกได้ง่ายกว่า

ผู้ขับขี่วัยหนุ่มสาวและเพศชายเป็นกลุ่มที่มีอัตราเพิ่มขึ้นชัดเจนที่สุด โดยผู้ขับขี่ชายมีจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 13.5 ครั้งในวันอัลบั้มวางขาย กรณีที่มีเพียงคนขับคนเดียวในรถก็มีแนวโน้มกลายเป็นอุบัติเหตุถึงแก่ชีวิตมากขึ้นเช่นกัน ทีมวิจัยเชื่อว่าผู้ขับขี่กลุ่มนี้ขาดผู้โดยสารที่จะช่วยจัดการเรื่องเพลงหรือพูดคุยเพื่อลดความสนใจจากถนน

อินเทอร์เฟซหน้าจอรถยิ่งเรียบง่าย ความระมัดระวังยิ่งลดลง

ทีมวิจัยยังชี้ให้เห็นบทบาทของหน้าจอสัมผัสในรถเอง แม้จะมีผู้ช่วยเสียงอย่าง Siri หรือ Gemini ที่ออกแบบอินเทอร์เฟซให้ใช้งานง่ายกว่ามือถือ แต่นักวิจัยเชื่อว่าความ "ใช้งานง่าย" นี้กลับอาจทำให้ผู้ขับขี่ลดความระมัดระวังลง และหันมาเลื่อนหน้าจอหาเพลงระหว่างขับรถได้ง่ายขึ้น การประมาณการของพวกเขาแสดงให้เห็นว่าโอกาสเกิดอุบัติเหตุถึงแก่ชีวิตในวันอัลบั้มวางขายสูงเกือบสองเท่าของวันปกติ

ทีมวิจัยเองก็ยอมรับตรงๆ ว่าข้อมูลชุดนี้ไม่สามารถพิสูจน์ได้โดยตรงว่าการเล่นมือถือหรือใช้สตรีมมิ่งเป็นสาเหตุโดยตรงของอุบัติเหตุ แม้จะตัดปัจจัยอย่างวันหยุด ฤดูกาลท่องเที่ยว หรือวันหยุดสุดสัปดาห์ออกไปแล้วก็ตาม ก็ยังอาจมีปัจจัยอื่นที่ไม่ได้ถูกนำมาพิจารณา พวกเขาหวังว่าข้อมูลความสัมพันธ์นี้จะจุดประกายให้สังคมหันมาถกเถียงกันเรื่องความปลอดภัยของระบบความบันเทิงในรถยนต์มากขึ้น

ฝั่งค่ายรถจริงๆ ก็เริ่มขยับตัวกันแล้ว ทั้ง Volkswagen และ Hyundai ต่างออกมาประกาศชัดว่าจะยกเลิกอินเตอร์เฟซแบบสัมผัสบางส่วน ขณะที่ Porsche กับ Mercedes-Benz ก็ปรับฟังก์ชันที่ใช้บ่อยอย่างระดับเสียงและแอร์ กลับไปเป็นปุ่มกดและปุ่มหมุนแบบจริงเหมือนเดิม ผลสำรวจของ J.D. Power ที่ทำกับเจ้าของรถใหม่ก็ชี้ว่า 46% ของอาการไขว้เขวขณะขับรถมาจากหน้าจอสัมผัสในรถหรือระบบมัลติมีเดียในตัวรถ—การที่ค่ายรถหันกลับไปใช้ปุ่มควบคุมแบบจริงอาจช่วยให้ตัวเลขนี้ลดลงได้ แต่ทีมวิจัยก็ย้ำว่าสุดท้ายแล้วความปลอดภัยในการขับขี่ก็ยังเป็นความรับผิดชอบของแต่ละคนอยู่ดี