การเอาเรื่องจับคู่ไปให้ AI จัดการฟังดูเป็นเรื่องใหม่ แต่จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้กลับมีความย้อนแย้งอยู่ในตัว คนที่ประกาศจะยุติยุคปัดซ้ายปัดขวา คือ Justin McLeod ผู้ก่อตั้ง Hinge คนเดียวกับที่เคยสร้างชื่อจากกลไกปัดการ์ดนั่นเอง แอปใหม่ของเขาที่ชื่อ "Overtone" ถอดอินเตอร์เฟซปัดขวาไม่จำกัดออกไป เปลี่ยนมาให้ AI คัดคนที่ "คุ้มค่าจะแนะนำ" ให้โดยตรง McLeod อธิบายว่าระบบนี้ "ตั้งอยู่บนพื้นฐานวิทยาศาสตร์แห่งความสัมพันธ์และการตัดสินใจอย่างรอบคอบ" มีคนบน X วิจารณ์ตรงๆ ว่า "นี่มันก็แค่การคลุมถุงชนดีๆ นี่เอง แค่เปลี่ยนจากพ่อแม่มาเป็น AI เท่านั้น"
การใช้อัลกอริทึมคำนวณหารักแท้ไม่ใช่ไอเดียใหม่ ย้อนไปตั้งแต่ยุค 1960 มีระบบจับคู่ชื่อ TACT (Technical Automated Compatibility Testing) ที่เคยจับคู่ผู้ชายคนหนึ่งกับน้องสาวแท้ๆ ของตัวเอง — ความคล้ายคลึงสูงไม่ได้แปลว่าจะเหมาะสมกัน ผ่านมาครึ่งศตวรรษ คำว่า "ความเข้ากันได้" ก็ยังคงเป็นโจทย์ที่ยากที่สุดข้อหนึ่งในวงการจิตวิทยา
Paul Eastwick ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจาก UC Davis และผู้เขียนหนังสือ Bonded by Evolution ศึกษาเรื่องนี้ด้วย machine learning มาตลอดสิบปีที่ผ่านมา เขาบอกกับ Dazed ว่า "คุณสามารถใช้ข้อมูลทำนายได้ว่าใครเป็นที่นิยมมากกว่า ใครเลือกมากกว่า แต่คุณทำนายไม่ได้ว่าใครจะเข้ากันได้กับใคร" เขายังพูดถึงคำอ้าง "วิทยาศาสตร์แห่งความสัมพันธ์" ของ Overtone อย่างไม่ปรานีว่า "ถ้าวิทยาศาสตร์แห่งความสัมพันธ์ที่ว่านี้หมายถึงการให้คนกรอกแบบสอบถามเยอะๆ แล้ววิเคราะห์ความชอบกับบุคลิกภาพเพื่อเอาไปจับคู่ — เราลองมาแล้วนับไม่ถ้วน ผลลัพธ์ก็พอๆ กับโยนเหรียญ" ส่วนโฆษกของ Overtone ให้สัมภาษณ์ภายนอกว่าระบบ "อิงจากงานวิจัยว่าคนเราเชื่อมโยงกันอย่างไร และอะไรทำให้ความสัมพันธ์ระยะยาวคงอยู่ได้" แต่กลไกที่แท้จริงยังไม่มีการเปิดเผย
ที่น่าย้อนแย้งคือ แม้จะรู้ว่าการทำนายไม่แม่นยำ Overtone ก็ยังดึงดูดคนที่เบื่อการปัดการ์ดได้อยู่ดี Indigo วัย 28 ปี ยอมรับว่าเธอเกลียดแอปหาคู่ในปัจจุบัน แต่ก็ยินดีลอง Overtone ดู เพราะทั้งสองฝ่ายต้องให้ข้อมูลมากขึ้น ในทางทฤษฎีการจับคู่ก็น่าจะรอบคอบกว่า และที่สำคัญกว่านั้นคือ "ไม่ต้องคิดเรื่องนี้ตลอดเวลา" ไม่ต้องถูกตัวเลือกไม่จำกัดกักขังอีกต่อไป ความล่อใจที่จะปล่อยให้คนอื่นตัดสินใจแทน ให้นิ้วโป้งได้พัก ก็เป็นสินค้าอย่างหนึ่งในตัวมันเอง
แต่งานวิจัยก็ชี้ให้เห็นในเวลาเดียวกันว่า เงื่อนไขที่คนเรากำหนดขึ้นมาเองนั้นไม่น่าเชื่อถือขนาดนั้น—มีการสำรวจพบว่า 74% ของคนยินดีที่จะเดตกับคนที่ตรงกับเงื่อนไข “ห้ามเด็ดขาด” ของตัวเองถึง 2 ข้อ พูดง่ายๆ คือ เราคิดว่ารู้ว่าตัวเองต้องการอะไร แต่พอเจอคนจริงๆ มันมักไม่เป็นแบบที่คิดไว้เลย นี่คือส่วนที่น่าสนใจที่สุดในงานวิจัยของ Eastwick—ความเข้ากันได้ไม่ใช่ค่าคงที่ตายตัว แต่เป็นสิ่งที่ค่อยๆ ปรากฏขึ้นระหว่างสองคนผ่านการปฏิสัมพันธ์จริงๆ “นี่แหละคือเหตุผลที่หลายคนเจอความสัมพันธ์ได้ แม้พวกเขาจะไม่ใช่คนที่โดดเด่นที่สุดในห้อง” เขากล่าว ไม่ว่าสุดท้ายจะพึ่ง AI จับคู่หรือไม่ก็ตาม คุณก็ยังต้องเดินเข้าไปในห้องนั้นก่อนอยู่ดี






