การเปลี่ยนลูกกลิ้งและปุ่มสวิตช์บนพวงมาลัยให้เหลือแค่แผ่นกระจกบางๆ แผ่นเดียว ดูเผินๆ อาจล้ำยุคสุดๆ แต่พอใช้งานจริงกลับเป็นอีกเรื่อง Ola Källenius ซีอีโอของ Mercedes-Benz ให้สัมภาษณ์กับ Autocar โดยยอมรับตรงๆ ว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา บริษัทให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีมากกว่าความสะดวกในการใช้งานของลูกค้า ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด และรถรุ่นต่อไปจะนำปุ่มกดจริงกลับมาใช้อีกครั้ง

คำพูดของ Källenius ตรงไปตรงมามาก เขาบอกว่าอุตสาหกรรมรถยนต์ทั้งหมดมาถึงจุดต่ำสุดของแนวคิด "ลดปุ่มให้น้อยที่สุด" แล้ว จากนี้ต้องหาจุดสมดุลระหว่างหน้าจอดิจิทัลกับการตอบสนองแบบสัมผัส (tactile feedback) เขายังพูดติดตลกว่าอินเทอร์เฟซในห้องโดยสารควรจะเรียบง่ายพอที่เด็กอายุ 5 ขวบหรือสมาชิกบอร์ดบริหารก็สามารถใช้งานได้อย่างคล่องแคล่ว ประโยคนี้ฟังดูเหมือนเป็นการล้อเลียนตัวเองมากกว่าจะเป็นแนวคิดด้านการออกแบบ สะท้อนว่าการเปลี่ยนไปใช้ระบบสัมผัสในช่วงหลายปีก่อนนั้นเร็วเกินไป

สิ่งที่น่าสังเกตคือ Mercedes-Benz ไม่มีแผนจะลดขนาดหน้าจอลง หน้าจอแสดงผลขนาดยักษ์อย่าง MBUX Hyperscreen 56 นิ้ว จะยังคงเป็นจุดเด่นทางสายตาหลักของห้องโดยสารในรถรุ่นอนาคต เช่น Mercedes GLA รุ่นปี 2027 การนำปุ่มกดจริงกลับมาคือการเพิ่มเข้าไป ไม่ใช่การแทนที่ — หน้าจอขนาดใหญ่และสวิตช์แบบดั้งเดิมจะอยู่ร่วมกัน ไม่ใช่ให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

อีกแรงผลักดันที่เป็นจริงมาจากกฎระเบียบ มาตรฐาน Euro NCAP ฉบับใหม่ปี 2026 จะกำหนดให้ฟังก์ชันพื้นฐานอย่างไฟเลี้ยว ไฟฉุกเฉิน และที่ปัดน้ำฝน ต้องมีสวิตช์จริงติดตั้งอยู่ ไม่เช่นนั้นจะถูกหักคะแนน ทำให้ "การกลับมาของปุ่มกด" ไม่ใช่แค่เรื่องความรู้สึกในการใช้งานเท่านั้น แต่กลายเป็นเรื่องของการปฏิบัติตามกฎระเบียบด้วย มีข้อมูลอ้างอิงจากการทดสอบเรื่องความเสียสมาธิในสวีเดนที่พบว่า รถที่มีปุ่มกดสำหรับควบคุมมากกว่าสามารถทำภารกิจพื้นฐานในห้องโดยสารได้เร็วกว่ารถที่พึ่งพาเมนูระบบสัมผัสอย่างชัดเจน ซึ่งสอดคล้องกับคำพูดของ Källenius ทาง Mercedes-Benz ได้เริ่มนำปุ่มควบคุมจริงกลับมาไว้บนพวงมาลัยแล้ว และจะขยายไปทั่วทั้งไลน์อัพรถยนต์นั่งส่วนบุคคลต่อไป แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดว่าจะเป็นรุ่นใดและมีกำหนดเวลาอย่างไร

Mercedes-Benz認錯:觸控螢幕先當道,按鍵才是回不去的剛需