21.12 น. ที่แหลมคานาเวอรัล รัฐฟลอริดา และ 18.50 น. ที่ฐานทัพแวนเดนเบิร์ก รัฐแคลิฟอร์เนีย คนละเขตเวลากัน แต่ภาพที่เกิดขึ้นแทบจะซ้อนทับกันพอดี — วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม SpaceX ปล่อยจรวด Falcon 9 จากสองฝั่งของสหรัฐฯ พร้อมกันเกือบสนิท ห่างกันแค่ 38 นาทีเท่านั้น
จรวดลำแรกที่ปล่อยจากแหลมคานาเวอรัลทำภารกิจ Globalstar ส่งดาวเทียม 8 ดวงให้บริษัทโทรคมนาคมเอกชนแห่งนี้เข้าสู่วงโคจร โดยดาวเทียมถูกปล่อยเข้าสู่วงโคจรระดับต่ำสำเร็จหลังปล่อยจรวดไปแล้วราว 57 นาที ส่วนบูสเตอร์ชั้นแรกของจรวดลำนี้ก็บินกลับมาลงจอดที่แหลมคานาเวอรัลได้สำเร็จหลังปล่อยไปประมาณ 8 นาที นับเป็นการใช้งานครั้งที่ 14 ของบูสเตอร์ตัวนี้

เกือบในเวลาเดียวกัน Falcon 9 ลำที่สองก็ทะยานขึ้นจากฐานทัพอวกาศแวนเดนเบิร์ก เพื่อทำภารกิจลับให้กองทัพอวกาศสหรัฐฯ ในชื่อรหัส USSF-366 ซึ่ง SpaceX ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดมากนัก บูสเตอร์ชั้นแรกของจรวดลำนี้แยกตัวออกได้สำเร็จ และลงจอดบนเรือโดรนไร้คนขับกลางมหาสมุทรแปซิฟิก "Of Course I Still Love You" นับเป็นการใช้งานครั้งที่ 18 ลำหนึ่งส่งดาวเทียมเชิงพาณิชย์ขึ้นวงโคจร อีกลำทำภารกิจลับให้กองทัพ แต่ห่างกันแค่ 38 นาทีเท่านั้น
ช่วงเวลาห่างกันนี้เร็วกว่าสถิติเดิมของ SpaceX ถึง 27 นาที โดยสถิติก่อนหน้าเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2024 ซึ่งทั้งสองภารกิจในครั้งนั้นเป็นการส่งดาวเทียม Starlink เหมือนกัน หลังทุบสถิติใหม่ครั้งนี้ SpaceX ก็รีบประกาศความสำเร็จผ่าน X ทันที
ตัวเลขเบื้องหลังความถี่ของการปล่อยจรวด
นับจากต้นปีจนถึงตอนนี้ SpaceX ปล่อยจรวด Falcon 9 ไปแล้ว 96 ครั้ง ในจำนวนนี้ราวสามในสี่เป็นภารกิจส่งดาวเทียม Starlink และในเดือนสิงหาคมที่เหลือยังมีอีก 5 ภารกิจที่วางแผนไว้ หากคำนวณจากอัตราปัจจุบัน เท่ากับ SpaceX ปล่อยจรวดเฉลี่ยทุกๆ 2.4 วันในปีนี้ เทียบกับตลอดปี 2025 ที่ Falcon 9 ปล่อยขึ้นสู่วงโคจรสำเร็จรวม 165 ครั้ง เฉลี่ยทุก 2.2 วันต่อครั้ง และหากรวมการทดสอบบิน Starship อีก 5 ครั้ง จำนวนการปล่อยจรวดโดยรวมก็ยิ่งสูงขึ้นไปอีก ความถี่ขนาดนี้แทบทั้งหมดต้องพึ่งความสำเร็จของเทคโนโลยีนำบูสเตอร์ชั้นแรกกลับมาใช้ซ้ำ อย่างในครั้งนี้ที่บูสเตอร์ทั้งสองตัวผ่านการบินมาแล้วถึงครั้งที่ 14 และ 18 ตามลำดับ

สตาร์ชิป (Starship) เป็นอีกเรื่องหนึ่งเลย จรวดยักษ์ลำนี้ทำการทดสอบบินไปแล้ว 5 ครั้งในปี 2025 แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกครั้งจะสำเร็จ ส่วนปีนี้จนถึงตอนนี้ ก็ทำการทดสอบบินจากฐาน Starbase ในรัฐเท็กซัสไปแล้ว 2 ครั้ง เทคโนโลยีสตาร์ชิปเป็นส่วนหนึ่งของโครงการอาร์ทิมิส (Artemis) ของ NASA ซึ่งในอนาคตเวอร์ชันสำหรับดวงจันทร์จะทำหน้าที่เป็นยานลงจอด ช่วยภารกิจที่มีมนุษย์ร่วมเดินทางกลับไปเหยียบดวงจันทร์อีกครั้ง NASA วางแผนจะดำเนินภารกิจอาร์ทิมิส 3 ในช่วงกลางปี 2027 ซึ่งจะเป็นการทดสอบระบบลงจอดบนดวงจันทร์ของทั้ง SpaceX และ Blue Origin โดยมีเงื่อนไขว่าทั้งสองบริษัทต้องพร้อมภายในเวลานั้น ฟัลคอน 9 (Falcon 9) ทำให้การปล่อยจรวดกลายเป็นเรื่องที่เกือบจะเป็นกิจวัตรประจำวันไปแล้ว ส่วนสตาร์ชิปจะไปถึงจุดที่เติบโตเต็มที่แบบเดียวกันได้หรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องจับตาดูกันต่อไป






