เครือผับที่แทบไม่เปิดเพลงในร้านอยู่แล้ว กลับต้องออกกฎมาควบคุมเสียงมือถือของลูกค้า นี่คือจุดที่น่าสนใจที่สุดในนโยบายใหม่ของ Wetherspoons กลุ่มผับสัญชาติอังกฤษรายนี้ประกาศห้ามลูกค้าเปิดเพลงหรือวิดีโอผ่านลำโพงจากมือถือ แท็บเล็ต หรืออุปกรณ์อื่นๆ ในร้าน รวมถึงห้ามเปิดลำโพงขณะโทรศัพท์ด้วย โดยกฎนี้จะบังคับใช้กับผับในเครือทั้งหมด 792 สาขา

ทางเครือระบุว่าจะติดป้ายประกาศใหม่ในแต่ละสาขา เพื่อเตือนให้ลูกค้าปรับอุปกรณ์เป็นโหมดเงียบหรือเปลี่ยนมาใช้หูฟังแทน เดิมที Wetherspoons ก็ยึดนโยบายไม่เปิดเพลงพื้นหลังอยู่แล้ว จากผับทั้งหมด 792 สาขา มีเพียง 44 สาขาที่ใช้ชื่อแบรนด์ Lloyds เท่านั้นที่เปิดเพลงพื้นหลัง บริษัทให้เหตุผลว่าเสียงจากลำโพงสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตกลายเป็น "ปัญหาที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ" ในช่วงหลัง โดยมีลูกค้าหลายรายบ่นว่ารู้สึก "หัวเสีย" เมื่อต้องฟังเสียงวิดีโอคอลหรือเพลงของคนอื่น

Tim Martin ผู้ก่อตั้ง Wetherspoons ใช้คำพูดที่ค่อนข้างมีภาพชัดเจนในการบรรยายผับของตัวเองว่า "ในโลกที่เต็มไปด้วยเพลงของคนอื่นและเสียงที่ถูกเปิดดังเกินไป ผับของ Wetherspoons คือโอเอซิสแห่งความสงบและการใคร่ครวญ"

ในแง่การปฏิบัติจริง ทางเครือขอให้พนักงาน "ใช้วิจารณญาณตามสามัญสำนึก" โดยจะไม่รีบขอให้ลูกค้าออกจากร้านทันทีหากยังไม่ให้ความร่วมมือในตอนแรก บริษัทระบุในแถลงการณ์ว่า "เราไม่มีเจตนาจะขอให้ใครออกจากผับเพียงเพราะละเมิดกฎนี้ แต่หากลูกค้าปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือ ผู้จัดการร้านก็ยังมีทางเลือกนี้อยู่"

สมาคมเบียร์และผับแห่งอังกฤษ (British Beer and Pub Association) แสดงความยินดีกับนโยบายนี้ พร้อมกล่าวตรงไปตรงมาว่า "เรายังไม่เคยได้ยินใครบอกว่าชอบนั่งดื่มเบียร์แล้วมีเสียงคนอื่นเปิดลำโพงคุยโทรศัพท์หรือเปิดวิดีโอดังๆ อยู่ข้างๆ ดังนั้นเราคาดว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะได้รับการตอบรับที่ดีอย่างกว้างขวาง" ผลสำรวจของ YouGov ในปี 2025 ก็ชี้ว่าชาวอังกฤษถึง 79% รู้สึกรำคาญเมื่อคนอื่นเปิดเพลงหรือวิดีโอผ่านลำโพงมือถือ

ที่น่าพูดถึงคือ จุดยืนของ Wetherspoons ต่อเรื่อง "เสียง" นั้นไม่เคยเรียบง่ายอย่างที่คิด ย้อนกลับไปปี 2013 กลุ่มบริษัทเคยซื้อสถานที่ Picture House ในเอดินบะระเพื่อดัดแปลงเป็นผับ จนเกิดกระแสรวมตัวของเหล่านักดนตรีอย่าง Frank Turner, Amanda Palmer และ Frightened Rabbit ที่ออกมาเรียกร้องให้อนุรักษ์พื้นที่สำหรับการแสดงสด กฎใหม่ที่ห้ามเปิดเสียงลำโพงในครั้งนี้ ในแง่หนึ่งก็เหมือนเป็นการสานต่อปรัชญา "ความเงียบสงบ" ที่เชนนี้ยึดถือมาตลอด เพียงแต่คราวนี้ต้นตอของเสียงรบกวนกลายเป็นมือถือในกระเป๋าของลูกค้าเองแทน