ปี 1868 สมาชิกรัฐสภาอังกฤษ George Goschen พูดในสภาผู้แทนราษฎรอย่างไม่ไว้หน้าว่า รัฐบาลหวังจะใช้ที่ทำการไปรษณีย์กลางทำให้คนบ้านนอก "อยากส่งโทรเลข" นั้นช่าง "ไร้สาระ" เพราะเขียนจดหมายถูกกว่าเยอะ แต่สภาไม่สนใจคำพูดนี้ ไม่กี่ปีต่อมาก็ซื้อบริษัทโทรเลขเอกชนทั้งหมดมารวมเข้ากับระบบไปรษณีย์ เหตุการณ์นี้แท้จริงแล้วเป็นชิ้นส่วนที่ตรงไปตรงมาที่สุดที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังคำกล่าวอ้างของ BT Group ในปัจจุบันที่ว่า "เราเป็นบริษัทโทรคมนาคมที่เก่าแก่ที่สุดในโลก" — สายเลือดนี้ไม่เคยเป็นเส้นตรงที่ทอดยาวมาจนถึงวันนี้เลย
BT กำหนดจุดเริ่มต้นของตัวเองไว้ที่ปี 1846 ปีนั้น William Fothergill Cooke กับนักธุรกิจ John Lewis Ricardo ก่อตั้ง Electric Telegraph Company เพื่อนำเทคโนโลยีโทรเลขที่ Cooke กับ Charles Wheatstone พัฒนาขึ้นมาทำเป็นธุรกิจเชิงพาณิชย์ ปี 1855 บริษัทนี้ควบรวมกับ International Telegraph Company เปลี่ยนชื่อเป็น Electric and International Telegraph Company จากนั้นในปี 1870 ก็ถูก General Post Office เข้าถือครองทั้งหมด กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ที่ BT สามารถอ้างถึงปี 1846 ได้นั้น อาศัยแผนภูมิสายตระกูล ไม่ใช่บริษัทเดียวกันที่ดำเนินกิจการมาเกือบสองร้อยปีโดยไม่เคยล้มเลิก
เกมการ "อ้างสายเลือดบรรพบุรุษ" แบบนี้ไม่ได้มีแค่ BT เท่านั้น Telia ของสวีเดนย้อนไปถึงสำนักงานโทรเลขแห่งชาติปี 1853 Telecom Egypt ชี้ไปที่สายโทรเลขเส้นแรกในปี 1854 ส่วน Telenor ของนอร์เวย์นับตั้งแต่ Norwegian Telegraph Administration ปี 1855 ฝรั่งเศสยิ่งโหดกว่า สามารถย้อนไปได้ถึงเครือข่ายโทรเลขทางแสงปี 1794 แต่คำกล่าวอ้างเหล่านี้ล้วนมีปัญหาเดียวกัน คือประวัติศาสตร์ล้วนปะปนไปด้วยหน่วยงานรัฐบาล การปรับโครงสร้าง และบริษัทเอกชนที่ตั้งขึ้นในภายหลัง การจะเลือกใครสักคนมาเป็น "เก่าแก่ที่สุดในโลก" จริงๆ แล้วซับซ้อนกว่าการเปรียบเทียบวันเกิดกันมาก

จากโทรเลขสู่โทรศัพท์ ระหว่างทางเลี้ยวโค้งมาหลายรอบ
หลังจากเครือข่ายโทรเลขถูกเข้าเป็นของรัฐในปี 1870 ธุรกิจโทรศัพท์ก็เดินตามเส้นทางคล้ายกัน National Telephone Company ถูกควบรวมเข้ากับระบบไปรษณีย์ในปี 1912 จากนั้น Post Office Telecommunications เปลี่ยนชื่อเป็น British Telecom ในปี 1980 อีกหนึ่งปีต่อมา British Telecommunications ก็เข้ารับช่วงธุรกิจโทรคมนาคมและประมวลผลข้อมูลจากไปรษณีย์อย่างเป็นทางการ จนถึงปี 1984 รัฐบาลจึงเริ่มขายหุ้นส่วนใหญ่ของ BT plc ที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นใหม่ เริ่มต้นกระบวนการแปรรูปเป็นเอกชน จากสายโทรเลขปี 1846 มาจนถึง BT plc ที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ปี 1984 ระหว่างนั้นไม่มีเส้นตรงเส้นใดที่จะลากผ่านได้เลย
Cooke อาจจำบริษัทไม่ได้ แต่คงจำสายเคเบิลได้

เครื่องโทรเลขหายไปนานแล้ว แต่การส่งข้อมูลไปมาภายในอังกฤษยังคงเป็นหัวใจของธุรกิจนี้อยู่ดี ปัจจุบัน BT Group มีแบรนด์สำหรับผู้บริโภคอย่าง BT, EE, Plusnet รวมถึงธุรกิจบริการองค์กร นอกจากนี้ยังถือครอง Openreach บริษัทที่รับผิดชอบดูแลและขยายโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายหลักของอังกฤษ
หากจะมีส่วนไหนในกลุ่มบริษัทที่ใกล้เคียงกับจิตวิญญาณของบริษัทโทรเลขยุคนั้นที่สุด ก็คงเป็น Openreach นั่นเอง มันดูแลสายทองแดงและไฟเบอร์ที่เชื่อมต่อไปยังบ้านเรือนและธุรกิจต่างๆ แล้วเปิดให้ผู้ให้บริการโทรคมนาคมนับร้อยรายเข้าใช้สายเหล่านี้ เพื่อขายบริการบรอดแบนด์และโทรศัพท์ให้ผู้ใช้ปลายทาง ตัวเองกลับแทบไม่ต้องเผชิญหน้ากับลูกครัวเรือนส่วนใหญ่โดยตรง หลังการปฏิรูปที่ Ofcom ผลักดัน Openreach ดำเนินงานอย่างเป็นอิสระในทางกฎหมายแล้ว มีคณะกรรมการ พนักงาน ฝ่ายบริหาร และกลยุทธ์เป็นของตัวเอง แต่ Ofcom ไม่ได้เรียกร้องให้แยกหุ้นออกจากกันอย่างสมบูรณ์ BT Group ยังคงเป็นเจ้าของ Openreach อยู่ในปัจจุบัน
ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นอีกจุดโฟกัสหลักของ BT Group หลังจากปิดดีลซื้อกิจการ EE สำเร็จในปี 2016 กลุ่มบริษัทก็ได้เครือข่ายมือถือที่ใหญ่ที่สุดในอังกฤษในขณะนั้นมาครอง ปัจจุบันสัญญาณ 5G+ ของ EE ครอบคลุมประชากรอังกฤษถึง 77% และในปี 2026 แบรนด์ BT Mobile ก็จะกลับมาอีกครั้ง โดยให้บริการแก่ลูกค้าบรอดแบนด์ของกลุ่มบริษัท
William Cooke อาจจะจำบริษัทในวันนี้ไม่ได้แล้ว แต่สายเคเบิลพวกนั้นเขาอาจจะยังจำได้อยู่ ณ วันที่ 30 มิถุนายน เครือข่ายไฟเบอร์เต็มรูปแบบของ Openreach ครอบคลุมที่อยู่แล้ว 23.4 ล้านแห่ง โดยในจำนวนนี้เชื่อมต่อสำเร็จแล้ว 9.4 ล้านแห่ง






