สแกน QR code ที่ด้านในเสื้อโค้ทตัวหนึ่ง สิ่งที่ปรากฏขึ้นมาไม่ใช่โค้ดส่วนลดหรือหน้าสมาชิก แต่เป็นข้อมูลว่าเสื้อโค้ทตัวนี้ใช้ผ้าฝ้ายจากที่ไหน ผ่านซัพพลายเออร์รายใดบ้าง มีคาร์บอนฟุตพรินต์เท่าไหร่ และควรรีไซเคิลอย่างไร นี่ไม่ใช่แค่การสาธิตแนวคิด แต่เป็นระบบจริงที่ EU กำลังจะบังคับใช้ — พาสปอร์ตดิจิทัลผลิตภัณฑ์ (Digital Product Passport หรือเรียกสั้นๆ ว่า DPP)

ที่มาทางกฎหมายของ DPP คือ ระเบียบการออกแบบเชิงนิเวศสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน (ESPR) ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2024 พูดง่ายๆ คือ มันกำหนดให้สินค้าต้องมีบัตรประชาชนอิเล็กทรอนิกส์ที่ตรวจสอบได้ ครอบคลุมข้อมูลวัสดุ แหล่งผลิต ซัพพลายเชน คาร์บอนฟุตพรินต์ และวิธีการรีไซเคิล ผู้บริโภคหรือหน่วยงานตรวจสอบสามารถสแกนโค้ดเพื่อดูข้อมูลเหล่านี้ได้ทันที

หลายคนได้ยินคำว่า "บัตรประชาชนอิเล็กทรอนิกส์" "สแกนโค้ดตรวจสอบ" ปฏิกิริยาแรกคือต้องรันบนบล็อกเชนแน่ๆ เพราะเรื่องเล่าแบบ "แก้ไขไม่ได้" "ตรวจสอบย้อนกลับได้" มันเข้ากับวงการคริปโตมากเกินไป แต่ความจริงคือ ตัวระเบียบ DPP เองมีความเป็นกลางทางเทคโนโลยี บล็อกเชนเป็นแค่หนึ่งในวิธีการที่เลือกใช้ได้ ไม่ใช่ข้อบังคับ สิ่งที่ EU สนใจคือข้อมูลต้องตรวจสอบได้ ยืนยันได้ รูปแบบต้องเป็นมาตรฐานเดียวกัน จะใช้ฐานข้อมูลหรือบัญชีแบบไหนจัดเก็บ ปล่อยให้บริษัทตัดสินใจเอง สำหรับคนที่อยากเล่าเรื่องว่า "DPP เท่ากับบล็อกเชนคือสิ่งจำเป็น" นี่คือความเข้าใจที่ต้องปรับใหม่

กำหนดเวลาถูกวางไว้แล้ว: หนังสือเดินทางแบตเตอรี่ (Battery Passport) จะเริ่มบังคับใช้ก่อนเป็นอันดับแรกในเดือนกุมภาพันธ์ 2027 ส่วนกฎระเบียบ ESPR โดยรวมจะมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบในเดือนกรกฎาคม 2026 และภายในปี 2030 สินค้าแทบทุกหมวดหมู่จะถูกรวมเข้าอยู่ในขอบเขตข้อกำหนดของ DPP นั่นหมายความว่านี่ไม่ใช่ร่างนโยบายที่ยังห่างไกล แต่เป็นเส้นตายที่มีการนับถอยหลังชัดเจนแล้ว

สำหรับผู้ส่งออกไต้หวัน สิ่งที่ควรเตรียมตัวล่วงหน้าอย่างแท้จริงไม่ใช่การเลือกว่าจะใช้โซลูชันบล็อกเชนแบบไหน แต่คือการที่ข้อมูลในห่วงโซ่อุปทานของตัวเองสามารถตรวจสอบย้อนกลับและถูกบันทึกอย่างเป็นระบบได้หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งที่มาของวัตถุดิบ สถานที่แปรรูป ตัวเลขการปล่อยคาร์บอน หากตอนนี้ยังไม่มีการเก็บรักษาข้อมูลอย่างเป็นระบบ พอถึงเวลาที่ต้องเติมเต็มข้อมูลตามข้อกำหนดของ DPP ก็จะยุ่งยากกว่าที่คิดไว้มาก