ชะตากรรมของหูฟังแบบเปิด (Open-back) มักหนีไม่พ้นการแลกเสียงเบสเพื่อให้ได้ซาวด์สเตจที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น—เสียงกระจายออกไปได้ไกล แต่จังหวะกลองก็มักจะกระจายหายไปด้วย และนี่คือโจทย์ที่ HyperX ต้องการแก้ในครั้งนี้ Cloud Alpha Air คือหูฟังเกมมิ่งแบบเปิดรุ่นแรกของบริษัทที่คลุกคลีในวงการอุปกรณ์เกมมิ่งมากว่าสิบปี วางจำหน่ายในราคา 150 ดอลลาร์ พร้อมโครงสร้าง Bass Tube ในตัว โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาความหนักแน่นของเสียงเบสแบบที่มีเฉพาะในหูฟังแบบปิด (Closed-back) เอาไว้ให้ได้ แม้จะอยู่ในซาวด์สเตจแบบเปิดก็ตาม

Sam Rutherford นักข่าวจาก Engadget ที่ได้ทดลองฟังจริงระบุว่า Cloud Alpha Air ทำได้ตามที่ตั้งเป้า ด้วยเสียงเบสที่ควบคุมได้ดี เมื่อฟังเพลงประกอบ Wii Shop Channel ของ Nintendo ก็ได้ยินรายละเอียดในมิติใหม่ๆ โดยที่ไม่กลบเสียงกลางและเสียงสูง เมื่อนำไปใช้เล่นเกมยิงปืน เสียงเบสยังช่วยให้แยกแยะเสียงฝีเท้ากับเสียงระเบิดได้ชัดเจนขึ้น แต่เขาก็ยอมรับตรงๆ ว่ายังไม่แน่ใจว่าจุดเด่นนี้จะเพียงพอที่จะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันเมื่อเทียบกับคู่แข่งในระดับราคาเดียวกันหรือไม่
ในแง่สเปก Cloud Alpha Air มีค่าอิมพีแดนซ์อยู่ที่ 34 โอห์ม ซึ่งถือว่าค่อนข้างต่ำ Rutherford พบว่าเมื่อเชื่อมต่อผ่านสาย 3.5 มม. เข้ากับพีซีโดยตรง ระดับเสียงโดยรวมจะเบาไปสักหน่อย ดังนั้นหากต้องการเสียงที่เต็มอิ่มมากขึ้น อาจต้องพึ่งอะแดปเตอร์ USB ที่แถมมาให้ หรือหา DAC มาใช้เอง หูฟังรุ่นนี้ยังรองรับซอฟต์แวร์ NGENUITY ของ HyperX ที่ให้ใช้ฟรี สามารถปรับ EQ และโหมดเสียงได้

ด้านดีไซน์ HyperX เลือกที่จะเรียบง่ายในครั้งนี้ ตัวหูฟังมีปุ่มควบคุมเพียงสองจุดคือปุ่มหมุนปรับระดับเสียงและปุ่มปิดไมโครโฟน ใต้ตะแกรงโลหะด้านข้างซ่อนไดรเวอร์แบบ dynamic ขนาด 40 มม. สีแดงเอาไว้ พร้อมเบาะหูขนาดใหญ่หุ้มด้วยหนังกลับ Ultrasuede ที่สวมใส่สบายแม้ใช้งานเป็นเวลานาน ส่วนแถบคาดศีรษะโลหะก็ผ่านสิ่งที่ Rutherford เรียกว่า "การทดสอบดัดงอ" ด้วยการบิดเบาะหูทั้งสองข้างไปในทิศทางตรงข้ามกันอย่างแรง ซึ่งโครงสร้างยังคงแข็งแรงมั่นคง
อุปกรณ์เสริมเป็นจุดที่น่าประทับใจที่สุดของหูฟังรุ่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นสาย 3.5 มม. พื้นฐาน สายต่อสำหรับพีซีแบบแยกช่องเสียงและไมโครโฟน รวมถึงอะแดปเตอร์ที่รองรับทั้ง USB-A และ USB-C ในตัวเดียว ทำให้สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์แทบทุกชนิดได้ พร้อมถุงเก็บแบบมีเชือกรูดสำหรับพกพาสะดวก

ข้อบกพร่องเพียงอย่างเดียวคือ Cloud Alpha Air ในตอนนี้มีให้เลือกเฉพาะรุ่นมีสายเท่านั้น เมื่อ Rutherford สอบถามพนักงาน HyperX ว่ามีแผนจะออกรุ่นไร้สายหรือไม่ ทางบริษัทปฏิเสธที่จะให้คำตอบ
ในเวลาเดียวกัน HyperX ก็เปิดตัวสีใหม่ให้กับ Cloud III S, Cloud III Wired และ Cloud Flight 2 ที่มีอยู่เดิมด้วย ส่วนฝั่งเมาส์ก็มีรุ่นใหม่อย่าง Pulsefire Haste 3 Pro มาเสริมทัพ ตัวเครื่องผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์ น้ำหนักเพียง 47 กรัม ถือเป็นเมาส์ที่เบาที่สุดของ HyperX ในตอนนี้ ราคา 130 เหรียญสหรัฐ มาพร้อมเซนเซอร์ Performance Sensor รุ่นใหม่ รองรับ DPI สูงสุดถึง 42,000 และให้แบตเตอรี่ไร้สายใช้งานได้นานสุดถึง 150 ชั่วโมงที่ 1K polling rate สำหรับใครงบไม่ถึง ยังมีรุ่น Pro Model สเปกใกล้เคียงกันแต่เปลี่ยนวัสดุเป็นพลาสติก ราคา 90 เหรียญสหรัฐ และรุ่นเริ่มต้นแบบมีสายราคา 40 เหรียญสหรัฐให้เลือกด้วย ส่วนไลน์สินค้าเดสก์ท็อปและโน้ตบุ๊ก รอบนี้ HyperX ไม่มีรุ่นใหม่ออกมา นอกจาก Omen 35L ที่อัปเดตสเปก AMD เท่านั้น สินค้าชุดนี้คาดว่าจะเริ่มวางจำหน่ายในเดือนกันยายนปีนี้






